บทความวิชาการ : การรักษาก้อนเนื้องอกมดลูก(Myoma Uteri)ด้วยวิธีUterine Artery Embolization(UAE)

 

นาวาอากาศเอก(พิเศษ) นายแพทย์พงษ์เดช พงษ์สุวรรณ *
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์คมกริช ฐานิสโร **
นายแพทย์สมยศ ชัยธีระสุเวท ***

 
บทคัดย่อ

การรักษาก้อนเนื้องอก myoma uteri โดยใช้หัตถการทางรังสีร่วมรักษาที่เรียกย่อๆว่า UAE หรือ UFE (ซึ่งเป็นหัตถการเดียวกัน ในบทความนี้จะใช้คำว่า UFE ) กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในประเทศไทย และถือเป็นหัตถการที่กำลังเป็นจุดสนใจของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชในขณะนี้ เนื่องจากมีทีมงานที่ดูแลผู้ป่วยครบทั้งสูตินรีแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มต้น มีการประเมินผู้ป่วยร่วมกับแพทย์รังสีร่วมรักษา(Interventional Radiologist) ซึ่งจะเป็นแพทย์ผู้ทำหัตถการนี้ และจะร่วมกันดูแลผู้ป่วยตลอดการรักษาและการติดตามผล โดย UFE เป็นหัตถการที่สามารถใช้เป็นทางเลือกในผู้ป่วยที่ปฏิเสธการผ่าตัดเอาเนื้องอกออก หรือเอามดลูกออกทั้งหมดซึ่งถือว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ เทคนิคของ UFE ทำโดยใช้การสอดสายสวนผ่านทาง หลอดเลือดแดงไปยังเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอกซึ่งมักจะเป็นเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงมดลูก (uterine arteries ) หัตถการนี้เป็นเทคนิคที่มีหลักการคล้ายคลึงกับการรักษาเนื้องอก หรือมะเร็งในอวัยวะอื่นๆที่ใช้การอุดหลอดเลือดแดง (Intra-arterial Embolization ) โดยผลแทรกซ้อนต่างๆจากการทำหัตถการจะ มีน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัด จากการรายงานทางวิชาการในวารสารต่างๆที่เกี่ยวข้องจนถึงปัจจุบันยืนยันผลการรักษาว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจทั้งในด้านเทคนิค และทางคลินิก อีกทั้งยังมีข้อมูลจากผลการติดตามการรักษาในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าสามารถหลีกเลี่ยงผลกระะทบที่มีต่อรังไข่ได้ และมีข้อมูลว่าผู้ป่วยสามารถ ตั้งครรภ์ได้หลังจากการรักษาด้วยวิธีนี้ (30,31) แต่ก็มีผู้ป่วยประมาณ 2% (5,17,21) ที่รังไข่มีผลกระทบจากการทำหัตการนี้จนเกิด amenorrheaได้ อย่างไรก็ตามการรักษาโดยวิธีการนี้เป็นที่ยอมรับว่าได้ผลดี และปลอดภัย จนสามารถส่งเสริมให้ผู้ป่วยที่เป็นก้อนเนื้องอก myoma uteri จำนวนมากหันมาให้ความสนใจและเลือกใช้เป็นวิธีการรักษาโรคของตน โดยในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชได้เริ่มให้การรักษาผู้ป่วยมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบันเป็นจำนวนกว่ายี่สิบรายแล้ว

 

*      รังสีแพทย์ รังสีร่วมรักษา ผู้อำนวยการกองรังสีกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ

**    รังสีแพทย์ รังสีร่วมรักษา  โรงพยาบาลวัฒโนสถ  โรงพยาบาลกรุงเทพ

***  รังสีแพทย์ รังสีร่วมรักษา  โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา  อาจารย์พิเศษกองรังสีกรรม  โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช  กรมแพทย์ทหารอากาศ

 

Uterine myoma หรือ Uterine Fibroid หรือ Myoma uteri เป็นเนื้องอกชนิดธรรมดาไม่ใช่ชนิดเป็นเซลมะเร็ง แต่อาจเป็นสาเหตุสำคัญของอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดในสุภาพสตรี และยังเป็นสาเหตุของอาการ ที่เกิดจากการกดของก้อน (bulk-related symptom) เช่น ปวดท้องน้อย ปัสสาวะบ่อยหรือท้องผูกเป็นต้น การรักษาโรคนี้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การทำผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนเนื้องอกออกมาหรือที่เรียกว่า myomectomy หรือตัดเอามดลูกออกทั้งหมดหรือที่เรียกว่า hysterectomy หรือการรักษาโดยวิธีการอื่นๆ เช่น myolysis, cryoablation หรือการรักษาด้วยฮอร์โมน ซึ่งก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป การทำ hysterectomy เป็นการยกเอามดลูกที่มีก้อนเนื้องอกออกไปหมด ย่อมทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้และยังมีความเสี่ยงจากการผ่าตัดและดมยาสลบเนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่ การทำ myomectomy ก็มีโอกาสที่จะเกิดอาการกลับเป็นซ้ำได้ร้อยละ 20-25 (3,4) การทำ myolysis และ cryoablation จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคการทำ laparoscopy ซึ่งยังมีข้อจำกัดในเรื่องเครื่องมือหรือความชำนาญของผู้ที่จะสามารถทำการรักษาแบบนี้และต้องพึ่งพาการดมยาสลบเช่นกัน ส่วนการรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนที่ใช้คือ gonadotrophin releasing
hormone (GnRH) agonists ซึ่งถูกใช้เพื่อลดขนาดของเนื้องอกก่อนการผ่าตัด แม้จะได้ผลในระยะสั้นโดยสามารถลดขนาดเนื้องอกได้เร็ว แต่ก้อนเนื้องอกก็สามารถกลับมาโตเท่าเดิมในในระยะเวลาไม่กี่เดือนหากหยุดยา และหากทำรักษาอย่างต่อเนื่องก็จะมีผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนได้

 
รายงานการทำ uterine arterial embolization มีขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 25221 ซึ่งเป็นการอุดกั้นหลอดเลือดที่เลี้ยงมดลูกในผู้ป่วยที่มีภาวะตกเลือดหลังการคลอด (postpartum hemorrhage) โดยการรักษาภาวะตกเลือดด้วยวิธีการอุดกั้นหลอดเลือดก็ได้นำมาใช้ในภาวะต่าง ๆ เช่น ภาวะตกเลือดหลังการผ่าตัด, ภาวะตกเลือดจากการตั้งครรภ์นอกมดลูก, arterio–venous malformation, ภาวะตกเลือดจากอุบัติเหตุบริเวณอุ้งเชิงกราน เป็นต้น (1,2)
 

การทำ uterine arterial embolization ได้ถูกนำมาใช้ในการรักษา uterine myoma ที่ไม่ใช่ภาวะตกเลือดเฉียบพลัน (non–acute uterine hemorrhage) เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2538 โดย Ravina และคณะจากประเทศฝรั่งเศส (5) โดยเป็นความตั้งใจที่จะทำเป็นpalliative embolization ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงหากต้องทำการผ่าตัด แต่พบว่าก้อนเนื้องอกมีขนาดลดลงมากอีกทั้งอาการต่างๆที่เกิดจากเนื้องอกก็หายไปด้วย ทำให้หลังจากนั้นมาก็มีการนำเอาวิธีนี้มารักษากันอย่างแพร่หลาย จนถึงปัจจุบัน มีผู้ป่วยที่เป็น myoma uteri ได้รับการรักษาโดยวิธีนี้เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าแสนรายทั่วโลก

 
ข้อบ่งชี้ (Indication) ในการทำ UFE

  1. มีอาการกด (mass effect) ต่ออวัยวะข้างเคียงจากก้อนเนื้องอก โดยมักจะพบก้อน uterine myoma จากการตรวจอัลตราซาวด์ หรือ MRI
  2. แพทย์ได้พิจารณาผลการตรวจ แล้วเห็นว่าสาเหตุของอาการน่าจะมาจากก้อน uterine myoma
  3. ผู้ป่วยได้รับการรักษาภาวะจากก้อนเนื้องอกหรือเลือดออกจากเนื้องอกด้วยการใช้ยา แล้วไม่ได้ผล หรือ ผู้ป่วยปฏิเสธการรับยา หรือมีปัญหาจาการใช้ยา
  4. ผู้ป่วยปฏิเสธการผ่าตัดก้อนเนื้องอก หรือ ผู้ป่วยมีความประสงค์จะรับการรักษาด้วยวิธีนี้ หรือมีข้อบ่งชี้ที่เป็นข้อจำกัดต่อการผ่าตัด หรือดมยาสลบ
  5. ภาวะเลือดออกจาก myoma มาก หรือมีประจำเดือนมามากผิดปกติ จนผู้ป่วยบางรายมาพบแพทย์ด้วยอาการโลหิตจาง ซึ่งมักจะเป็นข้อบ่งชี้ว่าควรต้องได้รับการรักษา

 

ข้อห้ามทำ (Contraindications) 

  1. ผู้ป่วยอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ 
  2. ต้องแน่ใจว่าผู้ป่วยมีอาการจากก้อน myoma uteri โดยไม่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น มะเร็งของมดลูก เป็นต้น
  3. เป็น pedunculated serosal หรือ mucosal lesion 
  4. มีประวัติแพ้สารทึบรังสีอย่างรุนแรง 
  5. ระดับ serum creatinine สูงกว่า 2 mg/dl หรือมีภาวะเสี่ยงที่จะเกิดไตวายจากการใช้สารทึบรังสี

 
 

Myoma uteri สามารถเกิดได้ในตำแหน่งต่างๆของมดลูก (ดังภาพ) สำหรับชนิดที่ได้ผลดีจากการทำ UFE คือชนิด submucosa และ intramural
หลักการของ UFE คือ การอุดเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงมดลูกและเนื้องอกของมดลูก ซึ่งต้องทำทั้งสองข้างที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอกให้เกิดการอุดตันอย่างสมบูรณ์ (complete occlusion) โดยการใช้สารอุดกั้นหลอดเลือดปล่อยไปตามสายสวนที่สอดใส่ไปยังหลอดเลือดที่มีพยาธิสภาพโดยตรง เพื่อให้เกิด ischemia และ necrosis เฉพาะส่วนก้อนเนื้องอก โดยหลอดเลือดอื่นที่เป็นปกติและ ส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อมดลูกปกติ จะไม่ถูกทำลายโดยการอุดกั้นหลอดเลือดนี้
วิธีการรักษาและการดูแลผู้ป่วย ควรวัดขนาดของก้อนเนื้องอกทั้งก่อนและหลังการรักษาด้วยการตรวจ US หรือ MRI โดยที่ MRI จะให้ข้อมูลที่ดีกว่าแต่มีราคาค่าตรวจแพงกว่าและจะต้องทำการตรวจตามหลังการรักษา 1 - 3 เดือน, 6 เดือน และ 1 ปี

 
การเตรียมผู้ป่วยก่อนการรักษาจะเหมือนกับการเตรียมเพื่อตรวจรังสีระบบหลอดเลือด (angiography) โดยทั่วไป  มักจะมีการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อเป็นการป้องกัน การติดเชื้อ และควรจะมีการอธิบายให้ผู้ป่วยได้ทราบเกี่ยวกับวิธีการรักษา, ผลการรักษา และภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น โดยละเอียด ควรให้ผู้ป่วยลงลายมือชื่อในหนังสือแสดความยินยอมเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ด้วย (inform consent)  และจะต้องมีการเตรียมผู้ป่วยเหมือนการทำ angiography เพียงแต่ต้องมีการใส่สายสวนปัสสาวะในผู้ป่วยทุกรายก่อนการทำหัตถการเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการปวดปัสสาวะ ในระหว่างการทำหัตถการและป้องกันไม่ให้ contrast media ที่ลงมาตกค้างในกระเพาะปัสสาวะบดบังกายวิภาคของหลอดเลือด
 
ข้อควรพิจารณาเกี่ยวข้องกับการทำหัตถการ  UFE 
รายละเอียดการทำหัตถการนั้นเป็นบทบาทของแพทย์รังสีร่วมรักษา โดยจะไม่ได้นำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้ แต่อย่างไรก็ตามมีข้อควรพิจารณาว่าการทำ UAE เป็นหัตถการที่เกี่ยวข้องกับการสอดสายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงซึ่งมีความเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึงคือ
 

1. พึงมีความระมัดระวังในการสอดใส่สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เทคนิคของ Seldinger
2. การใช้สารทึบรังสี (contrast media) และการใช้เครื่องเอกซเรย์ในการส่งตรวจต้องไม่เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยทั้งในระยะเฉียบพลันและในระยะยาว
3. การใช้สายสวนที่เหมาะสม โดยทั่วไปเราจะใช้ สายสวนชนิด Pigtail ขนาด 5F เพื่อทำ pelvic aortography และใช้ Cobra-2 หรือ Levin-1 หรือ Simmon-2 ขนาด 4 หรือ 5 F เป็นสายสวนเข้าไปในหลอดเลือด uterine artery อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องใช้ สายสวนขนาดเล็ก (Microcatheter ขนาด 3F หรือเล็กกว่า) ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้กิด vascular spasm
4. ต้องระมัดระวังบริเวณที่สอดสายสวน ซึ่งมักจะเป็นที่บริเวณขาหนีบ ต้องมีการดูแลไม่ให้เกิดก้อนเลือด (hematoma) หรือ False aneurysm หรือ AV fistula หรือ vascular occlusion หลังการถอดสายสวนออกไปแล้ว
5. สำหรับสารที่นิยมใช้ในการอุดกั้นหลอดเลือด คือ Polyvinyl alcohol (PVA) particles ขนาด 300 - 500 ไมครอน ในขณะที่บางสถาบันอาจใช้ Gelatin sponge (Gelfoam)9 มีรายงานในระยะหลังที่เชื่อว่าสารอุดกั้นหลอดเลือดชนิดใหม่ ๆ เช่น EmbolyxR และ Calibrated microsphere (EmbosphereR) (22,23) อาจได้ผลดีกว่า สำหรับในโรงพยาบาลูมิพลอดุลยเดช เรามักใช้ PVA ร่วมกับ Gelatin sponge

 
 
ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันที่ต้องระมัดระวัง (Immediate complication)

  1. ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากสารทึบรังสีในหลอดเลือด
  2. ภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือดบริเวณที่มีการแทงเข็ม
  3. ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดในอวัยวะอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดกับกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ใหญ่
  4. Post embolization syndrome ซึ่งประกอบด้วยอาการ pelvic pain, คลื่นไส้, อาเจียน, ไข้, leukocytosis กลุ่มอาการนี้ มีสาเหตุจากมีการขาดเลือดและเนื้อตาย (ischemia and necrosis) ของก้อนเนื้อซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยเกือบทุกราย อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดมักจะดีขึ้นใน 24 ชั่วโมง ดังนั้นจึงควรรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลภายหลัง การรักษาประมาณ 1 คืน ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติภายในสัปดาห์แรก(10) สามารถบรรเทาอาการเหล่านี้ของ ผู้ป่วยได้โดยใช้ยาจำพวก opiate เช่น Morphine ยาลดอาการอาเจียนและยาในกลุ่ม NSAIDS

 
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลัง (delayed complication)

  1. Treatment failure พบได้ประมาณร้อยละ 10 สาเหตุเกิดจาก incomplete embolization โดยเฉพาะในกรณีที่เนื้องอก มีขนาดใหญ่มาก (25) สาเหตุอื่นที่พบได้คือการมี adenomyosis เป็นสาเหตุร่วมของอาการปวด (16,24) หรือสาเหตุจากมี collateral circulation จากหลอดเลือดอื่น ๆ มาเลี้ยงก้อนเนื้องอก เช่น หลอดเลือด ovarian (14,15,32) 
  2. การติดเชื้อ เช่น pyometrium และ acute endometritis มีรายงานประมาณร้อยละ 1 ซึ่งส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ด้วย การให้ยาปฏิชีวนะ แต่มีรายงานว่ามีบางรายที่ต้องทำ hysterectomy

3. Ischemic uterine injury ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการ ปวดเป็นเวลาหลายสัปดาห์สาเหตุนี้พบได้น้อยกว่าร้อยละ 1
4. Premature Amenorrhea ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจาก non - target embolization ผ่านทางเชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดแดง uterine และ ovarian ซึ่งมีรายงานลักษณะกายวิภาคเช่นนี้ร้อยละ 214 หรือ อาจเกิดจาก ovarian underperfusion ส่วนสาเหตุที่แน่ชัด ของภาวะแทรกซ้อนนี้ยังไม่ได้มีการพิสูจน์อย่างแน่ชัด ส่วนหนึ่งของผู้ป่วยที่เกิดอาการนี้เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในช่วง perimenopausal ซึ่งอาการนี้อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาวะ แทรกซ้อนเลยก็เป็นได้
5. การหลุดลอกของก้อนเนื้อที่เกิดการตาย (necrosis) ออกมาทางปากมดลูก พบได้ร้อยละ 1-2 (18,19) อย่างไรก็ตาม ภาวะแทรกซ้อนนี้มิได้มีความสำคัญใด ๆ ทางคลินิก

 
ผลการรักษา
ผลสรุปจากรายงานต่างๆจากรายงานในระยะ 10 ปีที่ผ่านมาพบว่า  
 1. สามารถลดขนาดของมดลูกได้ร้อยละ 35-52 (12, 33) ลดขนาดของก้อนเนื้องอกได้ร้อยละ 37-69 (12,33) หลังการทำ UFE และลดอาการอันสืบเนื่องจากการกดของก้อน (bulk-related symptom) ได้ ร้อยละ 64-96 (12,33)

2. สามารถบรรเทาอาการเลือดออกผิดปกติ (menorrhagia) ถึงร้อยละ 81-94 (33)
3. เมื่อพิจารณาด้านความพอใจของผู้ป่วยต่อผลการรักษา และวิธีการรักษา (satisfaction) พบว่าผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 พอใจกับผลการรักษา ส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติใน 7-10 วัน(12,27,34) 
การประเมินผลการรักษามีความจำเป็นต้องใช้เกณฑ์ที่สามารถวัดได้และมีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก จึงได้มีผู้เสนอเกณฑ์ในการวัดผลของการรักษาโดยรวมโดยอาศัยการ สัมภาษณ์ผู้ป่วย(27)

 
ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการทำงานของรังไข่และการตั้งครรภ์ในอนาคต
 ดยทฤษฏีแล้วมีโอกาสที่จะเกิด infarction ต่อรังไข่ เนื่องจากการเชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดแดง uterine และ ovarian ผ่านทางหลอดเลือดแดง tubal ซึ่งพบลักษณะนี้ได้ร้อยละ 11 (15) แต่ในความเป็นจริงมีรายงานการเกิด amennorhea ภายหลัง การอุดกั้นหลอดเลือดแดง uterine น้อยกว่าร้อยละ 2   อย่างไรก็ตามยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผลกระทบนี้เกิดจากการรักษา โดยตรงหรือเกิดจาก sporadic event ของผู้ป่วยที่อยู่ในวัย perimenopausal (การวินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีภาวะ permanent amenorrhea จะใช้เกณฑ์ที่เวลา 12 เดือน ภายหลังการรักษาด้วยวิธีนี้)10  มีการศึกษาที่ติดตามดูระดับ serum FSH ซึ่งเชื่อว่าเป็น ตัววัดการทำงานของรังไข่พบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับ FSH ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงระดับ serum FSH เกิดขึ้นในผู้ป่วยบางรายที่อยู่ในช่วง perimenopausal28   มีรายงานหลายรายงานที่แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยสามารถตั้งครรภ์ได้ภายหลังการอุดกั้นหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงมดลูก (uterine arteries) (30) และเชื่อว่า การรักษาโดยวิธีนี้เป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัย (5,21,28 -30)
 
ผู้ป่วยที่สมควรได้รับการรักษาโดยวิธี UFE
 ในปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับว่าการรักษาผู้ป่วยด้วย UFE ควรทำในผู้ป่วยที่มีอาการจากก้อนเนื้องอกเท่านั้นและควรจะเป็นหญิงที่วัยใกล้จะหมดประจำเดือน (Pre-menopausal patient ) และไม่ต้องการที่จะมีบุตรอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามในกลุ่มผู้ป่วยที่ยังไม่หมดประจำเดือนและยังต้องการที่จะมีบุตร หากต้องการที่จะทำ UFE ควรจะได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลของการรักษา และความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้  สำหรับอาการที่เกิดจากเนื้องอกได้แก่ การมีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ มีผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการซีด (anemia) ร่วมด้วย มีอาการปวดท้องน้อย ปวดหลังหรือปวดขา มีอาการกดท่อไต หรือกระเพาะปัสสาวะอย่างชัดเจน
 
บทสรุป
 UFE เป็นวิธีการรักษาทางเลือกแก่ผุ้ป่วยที่มีอาการจากก้อนเนื้องอก myoma uteri ที่ได้ผลดีและทำให้ยังสามารถเก็บมดลูกของผู้ป่วยไว้ได้ และทำให้อาการของโรคหายไป ดังกล่าวแล้วและเป็นที่ยอมรับทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามการเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมกับหัตถการนี้ก็มีความสำคัญมาก คาดกันว่าในอนาคตข้อบ่งชี้ของ UFE อาจจะสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยที่ยังต้องการที่จะมีบุตร หรือใช้รักษาผู้ป่วยที่มีบุตรยากจากการมีก้อนเนื้องอก (fibroid-associated infertility) แม้ว่าในปัจจุบันนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับ และยังมีรายงานว่าเกิดผลแทรกซ้อนต่อการตั้งครรภ์ได้มากกว่ากลุ่มที่ทำ myomectomy (35)
 
 สำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชกว่ายี่สิบรายที่ได้รับการรักษาโดย UFE ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยวัยใกล้จะหมดประจำเดือนและมีอาการจากก้อนเนื้องอก myoma uteri ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าได้ผลสำเร็จเป็นอย่างดีทั้งทางเทคนิคและลดอาการทางคลินิก แต่ยังต้องใช้เวลาในการติดตามการรักษาเพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจนในผู้ป่วยหญิงไทยต่อไป
 
 เอกสารอ้างอิง 

  1. Oliver JA, Lance JS. Selective embolization to control massive hemorrhage following pelvic surgery. Am J Obstet Gynecol 1979; 135: 431-432.
  2. Poppe W, Van Assche FA, Wilms G, Favril A, Baert A. Pregnancy after transcatheter embolization of a uterine arteriovenous malfomation. Am J Obstet
      Gynecol 1987; 156: 1179-1180.
  3. Wallach EE. Myomectomy. In; Thompson JD, Rock JA, eds. Te Linde’s operative gynecology.7th ed. Philadel- phia, Pa: Lippincott, 1992; 647-662.
  4. Hutchins FL. Abdominal myomectomy as a treatment for symptomatic uterine fibroids. Obstet Gynecol North Am 1995; 22: 781-789.
  5. Ravina JH, Herbreteau D, Ciraru-Vigneron N, Bouret JM, Houdart E, Aymard A, et al. Arterial mbolization to treat uterine myomata. Lancet 1995; 346: 671-
      672.
  6. Mclvor J, Cameron EW. Pregnancy after embolization to control hemorrhage from gestational trophoblastic tumor. Br J Radiolo 1996; 69:624-629.
  7. Vedatham S, Goodwin SC, McLucas B, Mohr G. Uterine artery embolization: An underused method of controlling pelvic hemorrhage. Am J Obstet Gynecol
      1997; 176: 938-948.
  8. Stancato A, Mitty HA, Richard HM, Eshkar N. Obstetric embolotherapy:effect on menses and pregnancy. Radiology 1997; 204: 791-793.
  9. Katz RN, Mitty HA, Stancata-Pasik A, Cooper JM, Ahn J. Comparison of uterine artery embolization for fibroids using gelatin sponge pledgets and polyvinyl
       alcohol. 23th annual scinetific meeting of society of cardiovascular and interventional radiology. Orlando, Florida: USA, 1998.
  10. Spies JB, Warren EH, Mathias SD, Walsh SM, Roth AR, Pentecost MJ.Uterine fibroid embolization: measurement if health-related quality of life before and
        after therapy. JVIR 1999; 10: 1293-1303.
  11. Goodwin SC. Update on uterine fibroid emboilzation. JVIR 1999; (10 suppl): 161-164.
  12. Spies JB, Scialli AR, Jha Rc, Imaoka L, Ascher SM, Fraga VM, et al. Initial results for uterine fibroid embolization for symptomatic leiomyomata.JVIR 1999;
       10: 1149-1157.
  13. Pelage JP, Le Dref O, Soyer P, Jacob D, Kardache M, Dahan H, et al. Arterial anatomy of the femal genital tract: variations and relevance to transcatheter
       embolization of the uterus. Am J Roengenol 1999; 172: 989-994. 12. Goodwin SC, Alexander CL. Uterine fibroid embolization
  14. Nikolic B, Spies JB, Abbara S, Goodwin SC. Ovarian artery supply of the uterine fibroid as a cause of treatment failure after uterine artery embolization: a
        case report. JVIR 1999; 10: 1167-1170.
  15. Pelage JP. Ovarian artery supply of uterine fibroid. JVIR 1999; 10(letter):535.
  16. Smith SJ, Sewall LE, Handelsman A. A clinical failure of uterine fibroid embolization due to adenomyosis. JVIR 1999; 10: 1171-1174.
  17. Goodwin SC, McLucas B, Lee M, Chen G, Perella R, Vedantham S, et al.Uterine fibroid embolization for the treatment of uterine leiomyomata midtern
        results. JVIR 1999; 10: 1159-1165
  18. Abbara S, JB Speis, Scialli AR, Jha RC, Lage JM, Nikolic B. Transcervical expulsion of a fibroid as a result of uterine artery embolization for leiomyomata. JVIR
       1999; 10: 409-411.
  19. Worthington-Kirsch RL. Regarding sloughing of fibroids after uterine artery embolization. JVIR 1999; 10(letter): 1135.
  20. Goodwin SC, Landow WL, Matalon TS, Mauro MA, Pomerantz P, Worthington-Kirsch RL. Opportunity and responsibility: SCVIR’s role with uterine artery
       embolization. JVIR 2000; 11: 409-410.
  21. Gupta A, Shlansky-Goldberg RD, Famer MC, Siegelman ES, Tureck RW, Cobb PG. Increased pre-procedure Gadolinium enhancement of uterine fibroids
       correlates with diminished post-procedural pain following uterine fibroid embolization. 25th annual scientific meeting of society of cardiovascular and
       interventional radiology. Orlando, Florida: USA, 2000. technique. JVIR 2000; (11 suppl): 26-34.
  22. Swischuk JL, Castadena F, Young RL. Uterine artery embolization in the sheep model using the new embolic agent, Embolyx. 25th annual scientific
        meeting of society of cardiovascular and interventional radiology. Orlando, Florida: USA, 2000.
  23. Pelage JJ, Laurent A. Wassef M, Bonneau M, Rymer R, Merland J. Uterine fibroid embolization: choice of an embolic particles. 25th annual scientific
        meeting of society of cardiovascular and interventional radiology. Orlando, Florida: USA, 2000.
  24. Thomas JW, Gomex-Jorge JT, Chang TC, Jha RC, Walsh SM, Spies JB. Uterine fibroid embolization in patients with leiomyomata and concomitant
        adenomyosis: experience in 13 patients. 25th annual scientific meeting of society of cardiovascular and interventional radiology. Orlando, Florida: USA,
        2000.
  25  Bradley EA, Reidy JF, Forman RG, Jarosz J, Braude PR. Transcatheter uterine artery embolization to treat large uterine fibroids. Br J Obstet Gynecol 1998;
       105: 235-240.
  26. Siskin GP, UFE complications. 25th annual scientific meeting of society of cardiovascular and terventional radiology. Orlando, Florida: USA, 2000.
  27. Speis JB. Embolization of symptomatic uterine leiomyomata measuring outcomes. 25th annual scientific meeting of society of cardiovascular and
        interventional radiology. Orlando, Florida: USA, 2000.
  28. Spies JB, Walsh SM, Roth AM. Assesment of ovarian function via serum FSH assay before and after uterine fibroid embolization(UFE): preliminary results.
        25th annual scientific meeting of society of cardiovascular and interventional radiology. Orlando, Florida: USA, 2000.
  29. Diskey KW, Egglin TK, Colombo M, Schwartz PE, Matros EB, Glickman MG. Embolization of pelvic arteries for uncontrollable postpartum hemorrhage:long-
       term follow up and implications for infertility. 22th annual scientific meeting of society of cardiovascular and interventional radiology. Orlando, Florida: USA,
       2000.
  30. Ravina JH, Vigneron NC, Aymard A, et al. Pregnancy After Embolization of Uterine Myoma :Report of 12 cases Fertil Steril 2000;73: 1241-1243
  31. Goldberg J, Pereira L, Berghella V. Pregnancy after Uterine Artery Embolization. Obstet Gynecol 2002; 100(5pt1):869-872
  32. Razavi MK, Wolanske KA, Hwang GL, et al. Angiographic classification of Ovarian Artery-to-Uterine Artery Anastomoses : Initial Observations in Uterinte
       Fibroid Embolization, Radiology 2002;224:707-712
  33. Walker WJ, Pelage JP. Uterine Artery Embolisation for Symptomatic Fibroids : Clinical Results in 400 Women with Imaging Follow-up. BJOG 2002;109 :
       1262-1272
  34. Smith WJ, Upton E, Shuster EJ, Klein AJ, Schwartz ML. Patient satisfaction and disease specific quality of life after uterine artery embolization. Am J
       ObstetGynecol. 2004 Jun;190(6):1697-703.
  35.Goldberg J, Pereira L, Berghella V. Pregnancy outcomes after treatment of uterine fibromyomata: UAE vs laparoscopic myomectomy. Am J Obstet      
      Gynecol. 2004;191:18-2