การขอความคิดเห็นที่สอง (Second opinion)

มีปัญหาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ!
 
แน่นอนว่าในวงการธุรกิจหากเราพบปัญหาที่เราแก้ไขไม่ได้หรือไม่มีความชำนาญพอที่จะจัดการเองได้  ก็ต้องใช้ที่ปรึกษา  พึ่งบริษัทที่ปรึกษา  ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นระเบียบของธุรกิจกันอยู่แล้ว  เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยเชื่อว่าหลายคนต้องใช้วิธีดูแลตัวเองในเบื้องต้น  เก่งหน่อยก็อาจจะดูแลตัวเองได้  หาหมอตี๋หรือดีหน่อยก็ปรึกษาเภสัชกรก็ได้  เจ็บหนักขึ้นดูท่าจะไม่หายเองก็อาจเข้าคลินิก  หรือไปโรงพยาบาลดูแลกันตามแต่สะดวกของแต่ละคน
 
หมอที่เราไปพบจึงเป็นเหมือนที่ปรึกษาทางสุขภาพของเรานั่นเอง  แต่พิเศษตรงที่ว่า  มักเป็นที่ปรึกษาที่เราจำเป็นต้องเชื่อและปฏิบัติตาม  โดยไม่มีข้อบิ้ดพริ้ว  บนพื้นฐานที่เรามีความเชื่อมั่นในทางความรู้และจริยธรรมของหมอคนนั้น  โดยเฉพาะลักษณะนิสัยของคนไทยที่ค่อนข้างมีความขี้เกรงใจ  หมอว่ายังไงก็มักจะต้องเชื่อตามนั้น  รักษาแล้วไม่หายก็ยังต้องกลับไปหาใหม่  จะโดนดุว่าอย่างไรก็ต้องทนเพราะกลัวหมอจะโกรธหรือจะงอนกัน  ซึ่งความสัมพันธ์แบบนี้จริง ๆ แล้วก็มีข้อดีอยู่มากกว่าข้อเสีย  เป็นความสัมพันธ์ที่ธำรงความเข้าใจและผูกพันระหว่างหมอกับคนไข้  เป็นลักษณะเด่นของมารยาทแบบไทย  การให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่  การให้ความนับถือผู้มีความรู้  ขณะที่หมอก็ให้ความเมตตา  ด้วยความรู้สึกที่เห็นใจและเอ็นดูเหมือนผู้ใหญ่ที่มีต่อลูกหลาน  ปัญหาความเข้าใจจนนำไปสู่การฟ้องร้องหมอในอดีตจึงเกิดขึ้นน้อยมาก
 
อาจต่างกันไปบ้างเวลาที่หมอบอกใครว่าเป็นโรคอะไรที่รุนแรง  โรคมะเร็งหรือโรคที่ต้องผ่าตัด  ก็อาจจะใช้เวลาคิดไตร่ตรองตัดสินใจว่าจะทำตามที่หมอแนะนำหรือเปล่า  ที่เห็นใช้กันบ่อย  คือกลับไปคุยกับที่บ้านก่อน  สอบถามเพื่อนบ้านเพื่อนฝูง  โชคดีโครมีคนรู้จักเป็นหมอก็อาจโทรไปถาม  อาหมอ  ลุงหมอ  ขอความคิดเห็นกันบ้าง  แต่ก็ยังใช้บริบทการทบทวนความเห็นกันแบบง่าย ๆ อย่างไทย ๆ
 
แม้กระทั่งในยุคปัจจุบันที่มีข้อมูลให้ค้นหาอย่างมากมายทางอิเลคทรอนิค  หลายคนก็ใช้วิธีศึกษาตรวจสอบข้อมูลจาก INTERNET  ดูตามบอร์ด  บล๊อค  ความเห็นต่าง ๆ โชคดีเจอข้อมูลที่ถูกต้องก็ดีไป  โชคร้ายอาจเจอความคิดเห็นผิดเพี้ยนและนำไปสู่การรักษาทางเลือกแปลก ๆ ซึ่งทำให้เสียโอกาสได้รับการรักษาที่จะทำให้หายจากโรค
 
การขอความคิดเห็นที่สองทางการแพทย์ (SECOND  OPINION  IN  MEDICINE  หรือ SECOND  MEDICAL  OPINION)  จึงกลายเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในบ้านเรากันมาก่อน  หากลองเปิดวิกิพีเดีย (WIKIPEDIA) จะให้คำจำกัดความของเรื่องนี้ว่าเป็นการเสาะแสวงหาความเห็นจากมุมมองที่แตกต่าง (ซึ่งอาจมีความเห็นที่เหมือนกันก็ได้)
 
การขอความคิดเห็นที่สองอาจเกิดขึ้นในกรณีต่อไปนี้

  1. เมื่อแพทย์แนะนำว่าโรคที่เราเป็นจะต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด (ซึ่งรอได้ไม่เร่งด่วน)
  2. เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเราเป็นโรคที่ร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจรุนแรง โรคก้อนเนื้อสมอง
  3. เมื่อสิ่งทีหมอบอกตรงกันข้ามกับความเชื่อของเรา
  4. บริษัทประกันหรือ THIRD PARTY เป็นผู้ร้องขอ
  5. หากเราเชื่อว่าหมออาจบกพร่องหรือผิดพลาดในการตรวจวินิจฉัยหรือรักษา
  6. ตัวหมอเองอาจเป็นผู้ขอให้ผู้ป่วยไปขอความคิดเห็นที่สอง

 

ในหนังสือ "WHEN DOCTOR BECOMES PATIENT" ที่เขียนโดยหมอ KLITZMAN ผู้เป็นอาจารย์แพทย์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า มีการศึกษาเกี่ยวกับ SECOND OPINOIN กันน้อยมาก มีตัวเลขที่น่าสนใจว่า 18-30% ของแพทย์ที่ได้รับการขอคำปรึกษาจากผู้ป่วยหรือบริษัทประกันจะไม่เห็นด้วยกับแพทย์คนแรกที่แนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัด (แต่ไม่ได้ศึกษาว่าความเห็นของใครถูกต้องกันแน่ระหว่าง FIRST OPINION กับ SECOND OPINION)

 
ยังมีการวิเคราะห์กันอีกว่าเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องเสาะแสวงหาความคิดเห็นที่สองก็เนื่องจาก  ยากที่จะทำใจยอมรับกับโรคที่ตนเป็นโดยเฉพาะเรื่องโรคมะเร็ง  หรือยังทำใจไม่ได้กับข้อมแนะนำของแพทย์คนแรกที่แนะนำให้ผ่าตัดทั้ง ๆ ที่คิดว่าตนเองไม่ได้เจ็บป่วยอะไรขนาดนั้น  และมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่เชื่อหรือยังไม่ยอมรับในความเห็นของแพทย์คนที่สอง  อาจขอความเห็นที่สาม สี่ ห้า เลยก็มี
 

บทความชิ้นหนึ่งใน CNN ONLINE ได้กล่าวถึงประเด็นที่เกิดขึ้นในอเมริกา และได้แนะนำถึงความจำเป็นในการขอความเห็นเพิ่มเติม หากได้รับการชี้แนะจากแพทย์ให้รับการผ่าตัดบางอย่าง เช่น การผ่าตัด BYPASS หลอดเลือดหัวใจ ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจที่ว่า ในปี 2004 มีผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันมากกว่าปี 2000 แต่การผ่าตัดดังกลาวกลับลดลงอย่างมากในปี 2004 ทั้งนี้เพราะผู้ป่วยได้รับการแนะนำให้รักษาด้วยวิธีการอื่น ๆ ที่ไม่ได้ผลทำให้ผลการรักษาแย่ลง การผ่าตัดมดลูก (HYSTERECTOMY) พบว่าเป็นการผ่าตัดที่เกินความจำเป็น อาจไม่ได้แก้สาเหตุของโรคและเช่นกันที่มีการรักษาอื่น ๆ ที่สามารถทดแทนการผ่าตัดนี้ได้ การผ่าตัดโรคเส้นเลือดขอดก็กลับกลายเป็นการผ่าตัดที่รุนแรงเกินไปในขณะที่มีการรักษาอื่น ๆ พัฒนาขึ้นมาทดแทนมากมาย เช่นเดียวกับการผ่าตัดก้อนเนื้อสมอง ซึ่งอาจผ่าตัดโดยที่กาสรวินิจฉัยยังไม่ถูกต้องเพียงพอ หรือการผ่าตัดทำแท้งเด็ก (ถูกกฏหมาย) ซึ่งอาจมีการทำโดยไมีมีการตรวจสอบวินิจฉัยให้ชัดเจนโดยเฉพาะในกรณีที่คิดว่ามีความพิการของทารกในครรภ์

 

ข้อดีของการขอความคิดเห็นที่สอง  ทางการแพทย์มีหลายประการดังที่เห็นแต่ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน  ที่เห็นได้บ่อยคือการแสวงหาความเห็นหลากหลายจนไม่ได้ข้อสรุป  ใช้เวลาเนิ่นนานจนทำให้เสียเวลา  เสียโอกาสในการรักษา  โรคมะเร็งที่ลุกลามมากขึ้น  โรคหัวใจหรือหลอดเลือดรุนแรงมากขึ้นจนรักษาไม่ได้หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนจนทำให้การรักษาทำได้ยากยิ่งขึ้น  หรือกรณีที่พบกันมากในปัจจุบันคือ  การปฏิเสธแนวทางการรักษาแพทย์ในแผนปัจจุบันหรือแบบสมัยใหม่  แต่ไปเสาะหาการรักษาทางเลือกหรือการรักษาทางสมุนไพร  จนทำให้เสียโอกาสที่จะหายหรือดีขึ้นจากการรักษาโรคด้วยวิธีแผนปัจจุบัน

 

ดังนั้นข้อแนะนำในเวลาที่คิดว่าเราจำเป็นต้องไปขอความเห็นที่สองหรือขอความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคของเราหรือคนใกล้ตัวเรามีดังต่อไปนี้

 

  1. ต้องแน่ใจว่าการทำอย่างนี้ไม่ทำให้เสียเวลาของกระบวนการตรวจรักษาที่อยู่ จนอาจนำไปสู่การรักษาที่ไม่ทันท่วงทีหรืออันตรายต่อชีวิตผู้ป่วย
  2. ธำรงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับแพทย์คนแรกที่ทำการตรวจวินิจฉัยและแนะนำการรักษาคิดเสมอว่าเราต้องกลับมารักษากับท่านอยู่ดี ทางที่ดีอาจแจ้งกับแพทย์ตรง ๆ เลยก็ได้ว่าเราต้องการ SECOND OPINION
  3. ความคิดเห็นที่สอง ควรขอจากแพทย์ที่อยู่ในสาขานั้น ๆ โดยตรง การได้ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีประสลการณ์ก็ย่อมเป็นการดีกว่า (แต่หากไม่สามารถหาได้ก็ไม่เป็นไร) แต่ที่สำคัญ ไม่ควรปรึกษาแพทย์ที่มีทัศนคติขัดแข้งกัน เช่น โรงพยาบาลที่เป็นคู่แข่งกัน ซึ่งเราอาจจะสังเกตได้จากท่าทีของแพทย์ระหว่างให้ความเห็น (โดยทั่วไป เราควรรับทราบว่าแพทย์ส่วนใหญ่มักจะให้เกียรติกันและมักไม่ต่อว่ากันเอง)
  4. ควรเตรียมข้อมูลต่าง ๆ ให้พร้อมก่อนไปพบแพทย์ เช่น แฟ้มประวัติ ฟิล์มเอ็กซเรย์ ผลแล็ป ผลชิ้นเนื้อต่าง ๆ ถ้าจะให้ดี มีจดหมายจากแพทย์คนแรกไปด้วยจะดีที่สุด
  5. อาจทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคและการรักษาเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยไปก่อน เวลาที่คุยกับแพทย์จะได้เกิดความเข้าใจมากขึ้น การศึกษาจาก WEBSITE หรือ WEBBOARD จะง่ายและประหยัดเวลาที่สุด
  6. หากท่านปรึกษาแทนผู้ป่วยก็ควรจะนำผู้ป่วยไปด้วยทุกครั้ง เพราะการให้ความเห็นของแพทย์โดยไม่ได้พบผู้ป่วย บางครั้งจะทำได้ด้วยความยากลำบาก ควรให้แพทย์ได้มีโอกาสตรวจผู้ป่วยด้วยโดยตรง
  7. เมื่อได้รับความเห็นแล้ว จะถูกใจหรือไม่ถูกใจ เราสามารถใช้วิจารณญาณในการเชื่อหรือปฏิบัติตาม หรืออาจจะขอความคิดเห็นที่สาม สี่ ห้า ก็ได้ แต่ต้องย้ำเตือนตัวเองว่านี่ไม่ใช่เพราะเราดื้อไม่เชื่อใคร เพราะเราดึงดันมีความเชื่อส่วนตัว หรือเพราะเราหนีความจริง
  8. สถาบันใหญ่บางแห่งโดยเฉพาะในโรงเรียนแพทย์ หรือบางโรงพยาบาล มักจะมีการประชุมร่วมสหสาขา โดยเฉพาะกรณีผู้ป่วยมะเร็งซึ่งเราอาจจะสอบถามจากแพทย์ว่าจะขอนำเคสเข้าสู่การหารือในที่ประชุมดังกล่าวได้หรือไม่? ซึ่งวิธีนี้จะเป็นวิธีที่รอบคอบและมีโอกาสได้รับความเห็นที่มั่นใจได้มากที่สุด โดยเฉพาะในโรคที่การวินิจฉัยหรือการรักษามีความซับซ้อนมาก ๆ เช่น โรคมะเร็ง

 

เรื่องราวทางการแพทย์พัฒนาไปมาก  ไม่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีการตรวจรักษา  แต่พฤติกรรมของตัวผู้ป่วยเองก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่พัฒนาขึ้นเช่นกัน  เรื่อง SECOND OPINOIN จึงถือเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้ทั้งตัวแพทย์และผู้ป่วยมีการทบทวนการตัดสินใจอย่างรอบคอบ  และเชื่อในกระบวนการเสริมที่ทำให้ลดโอกาสเกิดความขัดแข้ง  ไม่เข้าใจจนนำไปสู่การฟ้องร้องกันได้อีกทางหนึ่ง

 
ดาวน์โหลดบทความคลิ๊กที่นี่ 
 รศ.นพ.คมกริช ฐานิสโร