ออกกำลังกายเป็นอันตรายต่อสุขภาพ?

 
การวิ่งจ๊อกกิ้งบูมมากๆ ในอเมริกาปี ค.ศ. 1970-1980 ผู้ที่มีบทบาทสำคัญทำให้กีฬาชนิดนี้เป็นที่รู้จักในหมู่คนอเมริกาคือ เจมส์ ฟิกซ์ (James Fixx)ผู้เขียนตำราว่าด้วยประโยชน์ของการวิ่งจ้อกกิ้ง หนังสือเล่มนี้ติดอันดับ Best seller อยู่หลายปีทีเดียวเจมส์ ฟิกซ์เป็นผู้ที่ทำให้เหล่านักวิ่งจำนวนมากเชื่อว่า ยิ่งออกกำลังกายมากสุขภาพจะดียิ่งขึ้นเท่านั้น...แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าเค้าเสียชีวิตอย่างฉับพลัน หนึ่งนาทีหลังจากวิ่งแข่งระยะทาง 3 ก.ม.! ในขณะที่เค้าอายุเพียง 57 ปีและ 22 เดือน ก่อนหน้านั้นเค้าพึ่งตรวจร่างกายซึ่งไม่พบความผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้นทั้งร่างกายและหัวใจ อีกทั้งเค้ายังไม่เคยมีอาการที่น่าสงสัยมาก่อนเลย  ตัวอย่างนักกีฬาหนุ่มที่แข็งแรงมากๆ และเสียชีวิตระหว่างฝึกซ้อม และเป็นเรื่องราวที่โด่งดังเมื่อก่อนหน้านี้อีกรายหนึ่ง คือ เรื่องราวของนักสเก็ตน้ำแข็งลีลาที่ชื่อ Serqei Grinkov วัย 28 ปี ซึ่งเสียชีวิตขณะนี้กำลังฝึกซ้อม
 
ทั้งๆที่เป็นชายหนุ่มที่มีความแข็งแกร่ง และไม่เคยพบว่ามีโรคประจำตัวใดๆมาก่อน เรื่องราวของนักสเก็ตที่มีชื่อเสียงคนนี้ ได้ถูกเขียนเป็นหนังสือชื่อ My Serqei : A Love Story โดยภรรยาหม้ายของเขาเอง และได้ถูกดัดแปลงนำมาทำเป็นบทภาพยนตร์เรื่อง The died too young  เหตุการณ์ช็อคผู้คนและนำไปสู่ความกังวลว่า การออกกำลังกายจะนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างคาดไม่ถึง และคนไทยรู้สึกว่าใกล้ตัวมากๆ คือ กรณีการเสียชีวิตของคุณเอกชัย นพจินดาหรือ ย.โย่ง คอลัมนิสต์กีฬาชื่อดัง อันดับหนึ่งของเมืองไทย ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นคัมภีร์ฟุตบอลของเมืองไทย ย.โย่งเสียชีวิต
 

ระหว่างกำลังเล่นเทนนิสกับผู้ร่วมงานหลายคน รวมถึงพิษณุ นิลกลัด (คอลัมนิสต์,พิธีกรและนักกอล์ฟที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันท่านหนึ่ง) ซึ่งตอนนั้น เค้ามีอายุเพียง 46 ปี โดยแพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตในครั้งนั้นว่าเกิดจากภาวะหัวใจวาย และเช่นเดียวกัน ย.โย่ง ไม่เคยเป็นโรคหัวใจ และมีสุขภาพที่แข็งแรงมาโดยตลอด

 

การออกกำลังกายดีต่อสุขภาพจริงหรือ?
การออกกำลังกายทำให้มีโอกาสเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันได้บ่อยแค่ไหน?
การออกกำลังกายทำอันตรายต่อหลอดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจหรือไม่?
ถ้าอย่างนั้น เราควรออกกำลังกายต่อไปหรือไม่?

 
 
ความเชื่อที่ว่าการออกกำลังกายมากๆ โดยเฉพาะที่ต้องฝึกซ้อมอย่างหนักแล้วอาจมีผลทำให้เสียชีวิตหรือส่งผลต่อสุขภาพ
 

โดยรวมหรืออาจนำไปสู่การมีอายุขัยที่สั้นลงเป็นความเชื่อที่เคยถูกเสนอขึ้นโดยนักปราชญ์ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ โดย Hippocrates และ Galen กระทั่งวงการกีฬาสมัยใหม่ได้มีการรายงานในปี ค.ศ. 1845 โดยศัลยแพทย์ผู้เป็นประธานราชวิทยาลัยของประเทศอังกฤษว่า จากการติดตามประวัติของนักกีฬาพายเรือของทีมมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอสด์ พบว่าเหล่า
นักกีฬาเหล่านี้มีอายุขัยที่สั้นกว่าคนปกติที่ไม่ได้เป็นนักกีฬา และใน ค.ศ. 1970 มีรายงานการศึกษาประวัติการเสียชีวิตของ

 
นักวิ่งจ๊อกกี้ ซึ่งเสียชีวิตระหว่างหรือหลังการวิ่งทั้งสิ้น 59 ราย และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการออกกำลังกายชนิดนี้ว่าจะนำมาซึ่งผลกระทบต่อหัวใจและนำไปสู่การเสียชีวิตได้อย่างไรก็ตามข้อสังเกตทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เหล่านั้นไม่เคยได้รับการยืนยันหรือพิสูจน์แต่อย่างใด ในขณะเดียวกันมักจะมีหลักฐานอื่นๆ มาหักล้างความคิดดังกล่าว  ในที่สุดการแพทย์สมัยใหม่ได้ค้นพบข้อยืนยันอย่างชัดเจนว่า การออกกำลังกายเป็นผลดีอย่างแน่นอนต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองได้ และอาจช่วยทำให้มนุษย์มีอายุขัยที่ยาวนานขึ้น และเป็นที่โชคดีที่
 

วงการแพทย์ยังตอบคำถามที่น่าสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะในนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ว่ามักจะเกิดจากการที่คนเหล่านั้นมีโรคประจำตัวอยู่แล้วโดยที่เจ้าตัวไม่ทราบมาก่อน โดยสาเหตุที่พบบ่อยๆ ในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี คือ การมีภาวะหัวใจโต (Hypertrophic Cardiomyopathy) ส่วนสาเหตุที่พบได้ในคนที่อายุเกิน 40 ปี คือ โรคของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease) นั่นเอง ซึ่งการเสียชีวิตมักจะเกิดจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างทันทีทันใด คนเหล่านี้มักจะไม่ทราบมาก่อนว่าตนเองมีโรคหัวใจ และเมื่อออกกำลังกายหนักๆ ทำให้หัวใจทำงานมากกว่าปกติ จนกระทั่งถึงจุดที่หัวใจทำงานไม่ไหว และเกิดภาวะหัวใจวายในที่สุดแต่ก็ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เสียชีวิตขณะออกกำลังกายได้อีกมาก ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับหัวใจทั้งสิ้น โดยเฉพาะคนที่มีความผิดปกติของส่วนต่างๆของหัวใจแต่กำเนิด นอกจากนี้การใช้ยาที่ไม่เหมาะสมเช่นการใช้สเตียรอยด์ในขนาดสูงเกินไป หรือการใช้ยาเสพติด เช่น โคเคน เฮโรอีน ก็เป็นสาเหตุที่มองข้ามไม่ได้เช่นกันเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มเครียดไม่แน่ใจว่าเย็นนี้ไปม่ออกกำลังกายตามปกติดีหรือไม่ อย่าให้ถึงขนาดนั้นเลย การออกกำลังกายที่เหมาะสมย่อมดีกับสุขภาพแน่ๆ หากเรามั่นใจว่า เราได้มีการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ แล้วไม่พบโรคที่น่าเป็นห่วง และเราไม่มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจในครอบครัว  โดยเฉพาะพ่อหรือแม่ของเราเอง อาการบางอย่างอาจเป็นสัญญาณเตือนให้เราระมัดระวังเพื่อต้องรีบปรึกษาแพทย์ อาการเหล่านี้พบได้ถึง 81% ก่อนที่ผู้คนจะเสียชีวิตระหว่างการออกกำลังกาย คือ อาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน คลื่นไส้มากๆ หายใจติดขัด หายใจเหนื่อย ใจสั่นรัว อาการเดินเซ มองเห็นไม่ชัด เพลียหรือหมดแรงอย่างที่ไม่เคยเป็น เหงื่อออกากกว่าปกติ ความดันโลหิตสูงหรือต่ำกว่าปกติ หรือถ้าเป็นเบาหวานแล้วเจาะน้ำตาลดู จะพบน้ำตาลสูงหรือต่ำกว่าปกติมาก

 
ปัญหาของผู้คนส่วนใหญ่ คือความขี้เกียจออกกำลังกายหรืออ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีคนอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่เสพติดความรู้สึกที่ได้จากการออกกำลังกาย คนพวกนี้อาจยอมขาดงาน ขาดเรียน ยอมผิดนัดสำคัญเพื่อให้ได้ไปออกกำลังกาย อยากไปออกกำลังกายทั้งที่ยังป่วยหรือมีอาการบาดเจ็บ หรือเป็นพวกที่ยิ่งทานมาก ยิ่งต้องออกกำลังกายมาก หรือเป็นพวกที่มีความรู้สึกผิดทันทีถ้าวันไหนไม่ได้ออกกำลังกาย
 

ของฝากสุดท้ายสำหรับเดือนนี้ เป็นแนวทางหรือข้อแนะนำทั่วไปในการออกกำลังกายที่ถูกต้อง ซึ่งแนะนำโดยแพทย์เฉพาะทางด้านกายภาพบำบัด พญ.สุภัค กาญจนาภรณ์ จากโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า การออกกำลังกายมีหลายประเภท เช่น ออกกำลังเพื่อเพิ่มสมรรถภาพของปอดและหัวใจ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือเพื่อการรักษา เช่นฝึกการทรงตัว ฝึกการประสานงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท โดยสำหรับการออกกำลังเพื่อเพิ่มสมรรถภาพของปอดและหัวใจ การออกกำลังจะคล้ายการรับประทานยา ถ้าจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะต้องรู้ชนิด ระดับ หรือความแรงในการออกกำลังกาย ระยะเวลา รวมถึงความถี่ในการออกกำลังกาย

 
การออกกำลังเพื่อเพิ่มสมรรถภาพของปอดและหัวใจ  

ชนิด : แอโรบิก ไม่ได้หมายถึงการเต้นแอโรบิก แต่หมายถึง “การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยความแรง และ ระยะเวลา ความถี่ที่เพียงพอ” เช่น การเดิน ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ

 

ความแรง(สำหรับคนทั่วไป) :ระดับปานกลาง เหนื่อยกว่าปกติ แต่ยังพอพูดคุยได้
ระยะเวลา (สำหรับคนทั่วไป) : 30 - 60 นาที
ความถี่ : อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์
ความแรงในการออกกำลังระดับปานกลาง(moderate intensity)
สามารถวัดได้จาก การจับชีพจร โดยใช้ ชีพจรเป้าหมาย = 60-80% ของชีพจรสูงสุด หรือระดับความเหนื่อย เริ่มรู้สึกเหนื่อย-เหนื่อยแต่ยังพอพูดคุยได้
ขอยกตัวอย่างการกำหนดชีพจรเป้าหมายในการออกกำลังระดับปานกลาง
ชาย อายุ 50 ปี ต้องการออกกำลังเพื่อเพิ่มสมรรถภาพของปอดและหัวใจ แนะนำให้ เดินออกกำลัง โดยค่อยๆเริ่มจากอบอุ่นร่างกายและยืดกล้ามเนื้อก่อน แล้วค่อยๆเดินจนชีพจรถึงระดับชีพจรเป้าหมาย คำนวณโดยชีพจรเป้าหมาย =(220 - อายุ) x 60 - 80% เช่น อายุ 50 ปี = ( 220 - 50) x (0.6 - 0.8) = 102-136 ครั้งต่อนาที = ชีพจรเป้าหมายใน
การออกกำลังระดับปานกลาง เป็นเวลา 30 - 60 นาที 5 วันต่อสัปดาห์

 

ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย
ควรหยุดออกกำลังกายถ้ามีอาการต่อไปนี้ และปรึกษาแพทย์ เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอกใจสั่น หรือรู้สึกว่าใจเต้นผิดปกติหอบเหนื่อย มืนงงศีรษะ จะเป็นลม อ่อนแรง หรือเหนื่อยกว่าปกติ รู้สึกปวด ขัด ตึง บวม บริเวณกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อต่างๆ ระหว่างหรือหลังออกกำลังกาย

 

ขอให้ออกกำลังกายอย่างสนุกและพอดี  :)

 
ดาวน์โหลดบทความคลิ๊กที่นี่
 
โดย รศ.นพ.คมกริช  ฐานิสโร