การตรวจหามะเร็งตับ

แบ่งได้เป็น กรณี คือ กรณีที่ยังไม่มีอาการใดๆ แต่อาจมีปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งตับ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิด B หรือ C เรื้อรัง เป็นโรคตับจากสาเหตุต่างๆ มีประวัติคนในครอบครัว เช่น พ่อ แม่  พี่น้องเป็นมะเร็งตับ อีกกรณี คือ เมื่อสงสัยว่ามีอาการจากโรคมะเร็งตับแล้ว คลำได้ก้อน ตรวจพบค่าเลือดผิดปกติ
 
การตรวจกรณียังไม่มีอาการใด หรือการตรวจคัดกรอง (Screening)

มักจะใช้วิธีการตรวจ อัลตราซาวด์ ทางช่องท้อง ซึ่งจะมีการตรวจดูตับเป็นหลัก อัลตราซาว์ดเป็นการใช้คลื่นเสียงในการตรวจ จึงไม่มีอันตรายใดๆต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังใช้การตรวจเลือด เพื่อหาระดับของโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า AFP (alphafetoprotein) ซึ่งมีโอกาสจะตรวจพบสูงกว่าปกติ ในมะเร็งตับได้สูงถึง 40% การตรวจคัดกรองนี้ แนะนำให้ทำปีละ 2 ครั้ง

 
การตรวจกรณีที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งตับ
มักจะใช้การตรวจเริ่มต้นด้วย อัลตราซาว์ด และตรวจเลือดดูระดับ AFP เหมือนกัน แต่จะมีการตรวจละเอียดเพิ่มเติมด้วยการใช้ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือบางครั้งอาจใช้การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ซึ่งจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมได้อย่างชัดเจน เช่น สามารถบอกขนาด รูปร่าง จำนวน ปริมาณเลือดที่มาเลี้ยง การกัดกินอวัยวะข้างเคียง การกินเข้าในหลอดเลือดดำ หรือกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ต่อมหมวกไต ปอด หรือกระดูกได้ เมื่อแพทย์มั่นใจแล้วว่าเป็นโรคมะเร็งตับ ก็อาจมีการตรวจอวัยวะอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่มีการกระจายไปยังอวัยวะที่สำคัญ เช่นการเอกซเรย์ปอด และการสแกนกระดูก (Bone Scan)   
 
อย่างไรก็ตาม การตรวจที่แน่นอน และเชื่อถือได้ 100% คือการตรวจชิ้นเนื้อตรงตำแหน่งก้อนเนื้อโดยตรง เราเรียกวิธีนี้เป็นภาษาแพทย์ว่า Biopsy
 
รศ.นพ.คมกริช  ฐานิสโร