7 ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับหมอ-คนไข้

อาชีพหมออาจเป็นอาชีพสุดท้ายแล้วสำหรับสังคมไทยยุคปัจจุบัน ที่สังคมฝากความไว้วางใจเชื่อถือในจริยธรรม อาชีพที่ผู้คนเรียกขานว่า "คุณ" หมอ อาชีพที่เด็ก ๆ ใฝ่ฝันอยากจะเป็นอาชีพที่คนเก่ง ๆ มักจะอยากเข้าเรียนจบมาเป็นหมอ และคงเป็นไม่กี่อาชีพหรอกที่อยู่ในธุรกิจบริการที่เวลาลูกค้ามาอุดหนุนใช้บริการ แถมลูกค้าจะต้องเป็นฝ่ายยกมือไหว้ทั้งเมื่อยากเจอกันและยามจากกัน ความที่แพทย์อาจถือเป็นอาชีพพิเสษ ที่ผู้คนและสังคมได้ตั้งความคาดหวังไว้สูงกว่ามาตราฐานของคนทั่วไป และเลยลืมไปว่าหมอก็คือคนธรรมดา เป็นลูกชาวบ้านบ้างลูกเจ๊กลูกจีน เหมือนกับเรา ๆ ท่าน ๆ นั่นเอง บทความตอนนี้ จึงอยากถ่ายทอดแง่มุมของแพทย์ที่ผู้คนมีความรับรู้อีกแบบหรืออาจมีความเข้าใจผิดในตัวหมอมาโดยตลอด

 
1. หมอเลี้ยงไข้หรือเปล่าเนี่ย?

รักษากับหมอคนนี้มานานไม่หายสักที หมอเลี้ยงไข้ไม่ยอมรักษาให้หายเพราะอยากได้เงินของคนไข้ อยากให้คนไข้รักษานาน ๆ หรือไม่...โรคบางอย่างเป็นโรคเรื้อรัง รักษาอย่างไรก็ไม่มีวันหายทั้งโรคเบาหวาน ความดัน โรคตับแข็ง โรคไตจิปาถะ หมอเทวดาก็ยังรักษาไม่หาย แต่อาจควบคุมให้อาการทุเลาลงได้ แต่ต้องติดตามดูแลกันไปตลอด บางช่วงที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นอะไร แต่หมอกลับต้องคอยติดตามเฝ้าระวังมิให้มีภาวะแทรกซ้อนตามมา การที่หมอบางคนมีปัญหา ในการพูดคุยสื่อสารอาจทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดได้ว่า "หมอเลี้ยงไข้หรือเปล่า?" แน่นอนว่าหมอส่วนใหญ่ที่เปิดคลินิกหรือทำงานในระบบเอกชน อยากให้มีคนไข้เยอะ ๆ แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีหมอคนไหนจะรักษาโรคไม่ยอมหาย เพื่อจะได้เงินจากการจ่ายยาหรือรักษาคนไข้นาน ๆ

 
2. หมอจ่ายยาเยอะ  อยากขายยาหรือเปล่า? 

ขอยืนยันว่ามีหมอที่ทำแบบนี้จริง ๆ แต่อยากชี้แจงให้กับหมอส่วนใหญ่ว่าบางครั้งการให้ยาบางประเภทจำเป็นต้องให้ติดต่อกันเป็นเวลานาน 1-3 สัปดาห์ ครั้นจะให้ยาน้อยกว่านั้นก็เกรงว่าจะทำให้เชื้อโรคไม่หายขาด เดี๋ยวคนไข้จะหาว่าเลี้ยงไข้อีก และด้วยเหตุที่ยาหลายชนิดในปัจจุบันมีประสิทธิภาพดีขึ้นมาก หมอบางคนก็มักจะจ่ายยาตามอาการมากมายแก่คนไข้ด้วยความหวังดีจริง ๆ

 
3. หมอคนนี้จ่ายยาอ่อนไป  รักษาแล้วไม่หาย

ต้องบอกว่ายายิ่งแรง โอกาสเกิดผลข้างเคียงก็ยิ่งมาก โอกาสการดื้อยาก็ยิ่งสูง โดยเฉพาะกลุ่มยาปฏิชีวนะ (ย่าฆ่าเชื้อ) บางครั้งคนไข้รู้สึกว่าการกินยาได้ผลดีสู้กับการฉีดยาไม่ได้ ซึ่งอาจจะเป็นความจริงสำหรับยาบางประเภทที่อาจถูกรบกวนด้วยกรดสารบางอย่างในกระเพาะหรือทางเดินอาหารหรืออาจเป็นเพราะยากินมีการผสมเม็ดยาหรือแคปซูลไม่ได้มาตรฐานเพียงพอทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่ดีเพียงพอ แค่หากเราสามารถรับประทานได้ตามปกติ ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือไม่มีความผิดปกติของทางเดินอาหาร ก็ได้ยาชนิดรับประทานหรือยากินก็ได้ผลก็ได้ผลเท่าเทียมกับยาฉีดนั่นเอง และเราต้องไม่ลืมว่ายาบางชนิดก็ไม่สามารถผลิตออกมาในรูปแบบยาฉีดหรือถึงแม้ว่ามีก็อาจมีราคาสูงมากกว่ามาก และที่สำคัญ การฉีดยาไม่ว่าจะเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือด ก็มีโอกาสเกิดการแพ้ยาเป็นอันตรายได้มากกว่า

 
4. อยากตรวจกับหมอใหญ่มากกว่า

บางที่เราเจอหมอหน้าเด็ก ๆ รักษาด้วยแล้วรู้สึกกังวล เพิ่งจบมาจะมีความรู้หรือมีประสบการณ์หรือไม่ เราควรทราบว่าความรู้เกี่ยวกับโรคและการรักษากว่า 80% หมอเกือบทุกคนไม่ว่าจะใหม่หรือเก่าก็มีความรู้เหมือน ๆ กัน ไม่แตกต่างกัน แน่นอนว่าหากเราไม่มั่นใจในความรู้ความสามารถของหมอ เราสามารถขอความคิดเห็นที่สอง จากหมอท่านอื่น ๆ ได้ โดยไม่ได้เป็นการเสียมารยาทแต่อย่างใด แต่เราต้องมั่นใจว่า จะขอเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น

 
5. หมอผ่าตัดผู้หญิง  หมอสูติผู้ชาย

เรื่องนี้ในฐานะแพทย์ขอยืนยันเป็นพยานได้ว่า หมอผู้ชายหรือผู้หญิงไม่ค่อยมีความแตกต่างกับจริง ๆ หมอผู้หญิงอาจมีความแข็งแกร่งทางสรีระน้อยกว่าผู้ชาย แต่อย่าลืมว่าการรักษาหรือการผ่าตัดมิใช่การแบกกระสอบเข้าสาร ดังนั้นหมอผู้หญิงจึงแกร่งไม่น้อยกว่าหมอผู้ชาย ส่วนสุภาพสตรีที่อายหมอโดยเฉพาะหมอสูติผู้ชาย ต้องเลือกตรวจเฉพาะหมอสูคิผู้หญิง ซึ่งอาจมีน้อยและต้องรอนาน โปรดรับทราบและเข้าใจตรงกันว่า คุณหมอสูติที่เป็นผู้ชายท่านเห็นมาจนเบื่อแล้ว ไม่มีความรู้สึกนึกคิดใด ๆ เวลาตรวจภายในคุณสุภาพสตรีเลย เพราะฉะนั้นจงทำใจให้สบาย ๆ อย่าเขินหมอ แล้วหมอจะได้ไม่เขินคุณด้วย

 
6.หมอรวยอยู่แล้ว กลัวอะไรกับการโดนฟ้อง
คนละเรื่องกันเลยนะครับ หมอทุกคนกลัวโดนฟ้องทั้งนั้นแหละครับ ไม่มีหมอคนไหนมีเจตนาร้าย ทำร้ายให้คนไข้เจ็บตัว เจ็บฟรีหรือมีภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะถ้าคนไข้ต้องเสียชีวิตจากการรักษาเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของหมอทุกคน ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เล่นๆ แน่นอน ความผิดพลาดส่วนใหญ่มักเกิดจากความผิดพลาดที่อาจเกิดได้ในฐานะปุถุชนธรรมดา มิได้เกิดจากเจตนาที่ไม่ดีหรือโอกาสโดยความตั้งใจ เวลาที่มีผู้ป่วยร้องเรียนยังมิได้ถูกฟ้องร้องหรอก หมอส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงานเท่าไร เลยพลอยทำให้คนไข้จำนวนหนึ่งอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วยเป็นลูกโซ่
 
ส่วนที่ว่าหมอรวยอยู่แล้วก็ไม่จริงนะครับ โดยเฉลี่ยแล้วหมอเป็นอาชีพที่มีฐานะมั่นคง เพราะมีงานการเป็นหลักเป็นแหล่งมั่นคง ทำงานตั้งแต่เพิ่งเรียนจบและมีลักษณะนิสัยค่อนข้างขยันอยู่แล้ว จึงทำให้ภาพรวมของหมอจึงมีฐานะดีกว่าอาชีพโดยทั่วไป แต่หมอที่ร่ำรวยจากการรักษาเปิดคลินิก เปิดโรงพยาบาลก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่อย่าลืมว่าความร่ำรวยนั้นมาจากการทำธุรกิจมิใช่จากความเป็นหมอแต่อย่างใด หมอที่ร่ำรวยมากๆ ในปัจจุบันก็มักเป็นเพราะทำธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการแพทย์มากกว่า
 
7.อะไรกัน! คุณหมอป่วยได้ด้วยเหรอ?

ได้ซิครับ หมอก็เป็นคนธรรมดา เป็นหวัด เป็นไข้ ตาแดง ท้องเสียได้เหมือนทุกคนแหละครับ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลมีเชื้อโรคแปลกๆ แตกต่างมากมาย บางทีหมอก็พักผ่อนน้อย มีความเครียดสูง โอกาสไม่สบายก็มีมาก หมอส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลาหรือแม้มีก็ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย โรคที่หมอเป็นกันมากที่สุด คือ โรคหัวใจและหลอดเลือดเหมือนกัน อายุขัยโดยเฉลี่ยของหมอไทยค่อนข้างต่ำกว่าอายุไขเฉลี่ยของคนไทยนะครับ ใครที่ไปยืนแอบสูบบุหรี่ในโรงพยาบาล คุณจะมีโอกาสได้เจอพวกหมอยืนสูบบุหรี่อยู่ใกล้ๆ กัน

 

5 เกร็ดความจริงที่หลายคนอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณหมอมาโดยตลอดหรืออาจจะรู้อยู่แล้วหลงลืมไป หวังว่าคงจะเป็นความจริงที่จะช่วยสานความเข้าใจระหว่างคนไข้-หมอได้ดียิ่งขึ้น ความสัมพันธ์จะได้กลับมาเป็นความสัมพันธ์แบบน่ารัก ๆ เหมือนอย่างในสมัยก่อนหรืออย่างน้อยเวลาไปโรงพยาบาล แล้วได้รับการรักษาที่ไม่ประทับใจ ก็ลองนึงถึงเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เล่าให้ฟังวันนี้อาจพอทำให้ "โกรธหมอ" น้อยลงได้บาง

 
 

ดาวน์โหลดบทความนี้

 

รศ.นพ.คมกริช ฐานิสโร