อย่าเชื่อข้อมูลทางการแพทย์

 

สองสามวันที่ผ่านมา ผมรับโทรศัพท์จาก Call Center ของโรงพยาบาลกรุงเทพ มีประชาชนได้เข้ามาสอบถามเกี่ยวกับการรักษาขยายหลอดเลือดแดงของขา ท่านที่โทรมาเล่าว่า คุณแม่มีแผลเนื้อตายที่เท้า ตรวจพบว่าหลอดเลือดแดงที่ขาตีบ เจ้าตัวศึกษาเรื่องการรักษาหลอดเลือดที่ตีบมากมาย และค้นพบวิธีการหนึ่งในอินเตอร์เน็ตว่าเป็นการบอลลูนวิธีใหม่รับประกันความสำเร็จ 90% ซึ่งวิธีการที่เล่าให้ผมฟัง ผมเองต้องยอมรับว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงได้แต่ตอบเลี่ยง ๆ ไปว่า อาจเป็นวิธีการใหม่ที่ผมเองยังต้องขอศึกษาดูก่อน แต่ดูเหมือนว่าท่านที่โทรเข้ามาก็ยังคงไม่พอใจในคำตอบ ยังคงที่จะขอความเห็นจากแพทย์ท่านอื่น ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่พยายามหาข้อมูลครบด้วยตนเองอย่างเต็มที่

 

ข้อมูลข่าวสารทางการแพทย์ในยุคอินเตอร์เน็ตนั้นมีมากมายมหาศาลทีเดียว หากประชาชนที่พอจะอ่านภาษาอังกฤษได้พอเข้าใจ ก็จะยิ่งมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นยิ่งขึ้น เฉพาะข้อมูลในเว็บไซต์หรือบล๊อคต่าง ๆ ในภาษาไทยเองก็มีค่อนข้างมาก ผมพบผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยจำนวนมากที่มาพบหมอที่คลินิกเพื่อปรึกษาโรคของพ่อหรือแม่หรือญาติสนิท โดยค้นหาข้อมูลวิชาการที่ผมเคยเขียนหรือตีพิมพ์ไว้ มีเรื่องตลกที่เล่าในหมู่แพทย์ด้วยกันว่าบางครั้งแพทย์ก็จะมีโอกาสเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารการรักษใหม่ๆ แปลกๆ จากผู้ป่วยอยู่หลายครั้งเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่กฏกติกามารยาทการโฆษณายาหรือการรักษาพยาบาลยังมีขอบเขตไม่ชัดเจนหรือไม่เหมาะสม จึงมีโอกาศมาก ๆ ที่ประชาชนจะได้รับข้อมูลข่าวสารหลายรูปแบบ เช่น ข้อมูลการหลอกลวง ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์หรือศึกษาวิจัย ข้อมูลที่ผ่านการวิจัยแต่ยังไม่สามารถมีข้อสรุปที่ชัดเจน หรือกระทั่งข้อมูลที่เคยได้รับการพิสูจน์ว่าดี แต่มีข้อมูลใหม่ที่พบว่าสิ่งที่เคยเชื่อกันไม่จริงเสียแล้ว ยังไม่รวมถึงกลลวงทางการแพทย์หลายประการที่ผมเคยกล่าวถึง นั่นคือ การตีความข้อมูลเหล่านี้อย่างไม่มีความรู้ หรือไม่เข้าใจสถิติดี ก็อาจโดนข้อมูลหลอกโดยไม่ตั้งใจเช่นกัน

 
 

การศึกษาทางการแพทย์โดยเฉพาะเพื่อค้นหาหรือพิสูจน์การรักษาโรคต่าง ๆ นั้นมีหลายระดับจริง ๆ อาจะเริ่มต้นด้วยเพียงแค่เป็นความคิดริเริ่มว่าวิธีการนั้นจะรักษาโรคได้ โดยยังไม่มีการทดลองทดสอบใด ๆ เลย ข้อมูลทางวิชาการแบบนี้ถือว่าไม่ต่างอะไรกับเรียงความสมัยที่เราเขียนตอนประถมหรือดีแค่พอ ๆ กับบทความวิเคราะห์ข่าวที่เราอ่านกันในหนังสือพิมพ์เท่านั้น การศึกษาวิจัยที่เหมาะสมมักจะเริ่มต้นทำในสัตว์ทดลองก่อน แล้วอาจเริ่มนำไปทดลองรักษาในมนุษย์ ซึ่งขั้นตอนกว่าที่จะนำไปรักษากับมนุษย์ได้ จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาอย่างเข้มข้นและมีการพิจารณาด้านจริยธรรมด้วย (แม้แต่การทดลองในสัตว์เองก็ตาม) จากการทดลองในคนจำนวนน้อยและมีการรับรองว่าปลอดภัยแล้ว จึงจะมีการทดลองรักษาในคนจำนวนมากขึ้น ถึงจุดนี้แม้ว่าจะได้รับการเชื่อถือระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต่โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ปัจจุบัน จะให้การยอมรับการรักษาที่ผ่านการวิจัยในระดับที่เรียกว่า Randomised Control Study คือ มีการศึกษาเปรียบเทียบกับวิธีการรักษาแบบเก่าเปรียบเทียบกันโดยปราศจากอคติ มีการสุ่มผู้ป่วยด้วยหลักการทางสถิติที่เหมาะสม และต้องทำการศึกษาในผู้ป่วยเป็นจำนวนมากพอด้วย ตัวอย่างที่พอจะนึกออก เช่น เราเคยเข้าใจกันมานานว่าการเอกซเรย์ปอดช่วยทำให้เรามองเห็นรอยโรคในปอดได้ และมีการแนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปีด้วยการเอกซเรย์ปอด แต่เชื่อหรือไม่ว่าการศึกษาพบว่าการเอกซเรย์ปอดเป็นประจำทุกปี ก็มิได้ทำให้ท่านมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดลดลงหรือทำให้จะลดโอกาสการเสียชีวิตจากโรคมะเร็วปอดแต่อย่างใด ท่านยังมี
โอกาสเสียชีวิตพอ ๆ กับคนที่ไม่เคยเอกซเรย์ปอดประจำปีเลย

 

การค้นคว้าหาข้อมูลจากสิ่งต่าง ๆ หรืออินเตอร์เน็ตก็ตามจำเป็นจะต้องทำด้วยความรอบคอบและลึกซึ้ง ก่อนที่จะตัดสินใจหรือนำไปใช้จำเป็นต้องมีการตรวจสอบให้ดี ข้อมูลใดที่ไม่มั่นใจให้พยายามตรวจสอบกับอินเตอร์เน็ตของหน่วยงานรัฐหรือราชวิทยาลัยหรือสมาคมวิชาชีพทางการแพทย์ต่าง ๆ หรือเว็บไซต์เอกชนที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เช่น Bangkokhealth.com หรือ thaiclinic.com หรือแม้กระทั่ง Wikipedia และเมื่อมีโอกาสได้พบแพทย์ก็พยายามเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูลการแพทย์ แพทย์อาจมีโอกาสช่วยกลั่นกรองข้อมูลที่ถูกต้องให้ท่าน ท่านเองก็มีโอกาสทำประโยชน์ในการให้ความรู้แก่แพทย์ได้อีกด้วย

 
ดาวน์โหลดบทความนี้
 
รศ.นพ.คมกริช ฐานิสโร