การรักษาโรคมะเร็งตับปัจจุบัน

สถานการณ์ของโรคมะเร็งตับทั่วโลกกลับน่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากอุบัติการณ์ที่สูงขึ้นของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งชนิด B และ C โดยเฉพาะกรณีของไวรัส C ที่มีการติดต่อได้ง่ายมากทำให้ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบสองชนิดนี้อยู่ในตัวมาระยะหนึ่งซึ่งอาจมากกว่า 20 ปี มีโอกาสที่จะโชคร้ายที่ตับจะกลายเป็นตับแข็งและเป็นมะเร็งตับได้

 

นพ. ธีรวุฒิ ดูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะร็งแห่งชาติ และในฐานะศัลยแพทย์ด้านมะเร็งได้ให้สัมภาษณ์เมื่อการประชุมวิชาการมะเร็งแห่งชาติปี 2550 ว่า “ขณะนี้มะเร็งตับได้กลายเป็นมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยมากที่สุด” จากเดิมที่เราเข้าใจว่าเป็นโรคมะเร็งปอดหรือมะเร็งชนิดอื่นๆ

 

ผู้ป่วยมะเร็งตับมักจะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการมากแล้ว บางครั้งก้อนมะเร็งอาจมีขนาดโตกว่า 16 เซนติเมตร หรือมีขนาดโตกว่าส้มโอผลใหญ่ๆ บางครั้งก็มีการลุกลามภายในช่องท้องกัดกินเส้นเลือดดำ หรือกระจายไปยังปอดแล้ว

 

รศ.พญ. วโรชา มหาชัย ผู้อำนวยการสถาบันโรคทางเดินอาหารและตับ ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ให้ความเห็นว่าโอกาสที่จะสามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งตับได้ คือ ประชาชนต้องตระหนักถึงโอกาสที่จะสามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งตับได้ และหากเมื่อทราบว่าเป็นแล้ว จำเป็นต้องตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอและตรวจตับด้วยอัลตราซาวด์ทุก 6 เดือน ซึ่งจะทำให้เราสามารถตรวจพบมะเร็งตับในระยะเริ่มแรก และอาจนำไปสู่โอกาสหายหรือมีชีวิตรอดจากโรคมะเร็งภายหลังการรักษาได้

 

การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับทำได้โดยไม่ยาก หากแต่การวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นนั้นสำคัญกว่า เราอาจตรวจเลือดเพื่อวัดระดับ AFP เพื่อวินิจฉัยมะเร็งตับร่วมกับการใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือในบางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้วิธีพิสูจน์ชิ้นเนื้อ (Biopsy) ด้วยการใช้เข็มขนาดเล็ก

 

การรักษาที่ยังถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีคือ การผ่าตัด ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากที่สามารถมีชีวิตรอดได้ภายหลังการผ่าตัด และเป็นที่น่าเสียดายที่มีข้อจำกัดมากมายที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรับการผ่าตัดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะตับแข็ง ซึ่งเป็นอุปสรรคทำให้ตับส่วนที่เหลือไม่สามารถทำงานได้ภายหลังการผ่าตัดก้อนเนื้อไปแล้ว การเปลี่ยนตับ (Liver transplantation) เป็นทางออกทางหนึ่งสำหรับการผ่าตัด แต่ในระเทศไทยเองยังต้องอาศัยประสบการณ์การรักษาที่มากขึ้น อีกทั้งจะทำอย่างไรที่จะมีตับที่ได้รับการบริจาคที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วยที่ต้องการเปลี่ยนตับได้

 

การรักษาโดยวิธีที่ไม่ตัดเนื้อตับ แต่ใช้ความร้อนทำลายเนื้อมะเร็งด้วยเข็มความร้อน (RF) เป็นทางเลือกใหม่ที่เข้ามาทดแทนการผ่าตัดใน 5 ปีที่ผ่านมา รศ.นพ. คมกริช ฐานิสโร รังสีแพทย์ ได้กล่าวถึงข้อดีของการใช้วิธีการนี้ว่า “เป็นการรักษาที่ก้อนมะเร็งโดยตรง โดยมีการทำลายเนื้อตับปกติน้อยที่สุด อาศัยความแม่นยำของการใช้อัลตราซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เป็นตัวนำทาง โดยผู้ป่วยไม่ต้องดมยาสลบ และมีเพียงแผลเล็กๆ บริเวณช่องท้องเท่านั้น” จากการศึกษาทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา และในเอเชียพบว่า วิธีการนี้มีประสิทธิภาพเท่าเทียมการผ่าตัดทำให้ผู้ป่วยอยู่รอดได้เท่ากัน ในขณะที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาต่ำมาก อย่างไรก็ตามเรายังไม่สามารถใช้วิธี RF ในมะเร็งตับที่มีขนาดโตกว่า 5 เซนติเมตรได้ดีนัก

 

ผู้ป่วยในประเทศไทยและประเทศส่วนใหญ่ในโลก มักจะมีมะเร็งตับที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ซึ่งใหญ่เกินกว่าที่จะใช้วิธีการที่กล่าวมาทั้งหมด การรักษาในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะใช้วิธีที่เรียกว่า TOCE ซึ่งเป็นการรักษาโดยการสอดท่อขนาดเล็กมากๆ ผ่านหลอดเลือดแดงเข้าไปในตับโดยไม่ต้องผ่าตัด และให้ยารักษาก้อนมะเร็งที่ตับเพื่อทำให้ก้อนเหี่ยวเล็กลง

 

อย่างไรก็ดี ยังมีผู้ป่วยอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ว่าการรักษาใดๆ ก็ไม่อาจช่วยให้ผู้ป่วยอยู่รอดหรือกระทั่งอยู่ได้นานขึ้นได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ป่วยเมื่อ 10-20 ปีก่อนที่แพทย์บอกให้ครอบครัวพากลับบ้านไปทำใจ ปัจจุบันมีการศึกษาถึงยาตัวใหม่ๆ ที่อาจนำมาใช้รักษามะเร็งตับระยะท้ายๆ หรือใช้รักษาร่วมกับวิธีการที่กล่าวมาข้างต้น นพ. สุรชาติ จักร์ภีศิริสุขผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลวัฒโนสถ ในฐานะอายุรแพทย์ด้านมะเร็งได้ให้คำจำกัดความของยาในกลุ่มนี้ว่า “รุ่งอรุณของการรักษามะเร็งตับ” นั้นหมายถึง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการนำไปสู่ผลการรักษาที่ดีขึ้นอีกมากในกระบวนการการรักษาโรคมะเร็งตับนั่นเอง

 
รศ.นพ.คมกริช ฐานิสโร