ก้อนเนื้องอกมดลูกและการรักษา

 
ก่อนอื่นต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าเรากำลังพูดถึง ก้อนเนื้อของมดลูกชนิดธรรมดา หรืก้อนเนื้อมดลูกที่ไม่ใช่มะเร็ง และไม่ได้หมายถึงก้อนเนื้อของปีกมดลูก,ปากมดลูก หรือรังไข่แต่อย่างใด ฝรั่งจะเรียกด้วยภาษาชาวบ้านของเขาว่า Fibroid (ไฟบรอยด์) หากเป็นภาษาแพทย์ก็จะเรียกว่า Leiomyoma หรือ Uterine myoma 
 
ลักษณะของก้อนเนื้อมดลูก

เป็นก้อนเนื้อที่ไม่ใช่มะเร็งเกิดขึ้นในชั้นกล้ามเนื้อของมดลูก(แน่นอนโรคนี้ย่อมไม่เกิดขึ้นในผู้ชาย)มีขนาดเล็กตั้งแต่เท่าหัวไม้ขีดไฟ จนใหญ่ถึงขนาดลุกแตงโม เราสามารถแบ่งตามชั้นของกล้ามเนื้อที่มันเกิดขึ้นได้ 3 แบบ คือ
  - ชนิดที่เกิดขึ้นในชั้นกล้ามเนื้อหนาของมดลูก (Intramural) ชนิดนี้เจอได้บ่อยที่สุด
  - ชนิดที่เกิดตรงชั้นผิวนอกของมดลูก (Subserosal) เจอได้รองลงมา
  - ชนิดที่เกิดตรงชั้นในสุดตรงโพรงของมดลูก หรือตรงภายใต้เยื่อบุของโพรงมดลูก (Submucosal)

 
มดลูก
มดลูกของผู้หญิงมีลักษณะคล้ายลูกแพร์วางอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะที่อยู่ติดผนังท้องน้อยกับลำไส้ใหญ่ซึ่งอยู่ด้านหลังติดกระดูกก้นกบ (ส่วนปากมดลูกเป็นอีกส่วนประกอบหนึ่งที่ต่อเชื่อมกับช่องคลอด ส่วนปีกมดลูกเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างรังไข่กับมดลูกนั่นเอง)
 
อาการ

แม้ว่าโรคนี้จะเจอได้บ่อย แต่มีผู้ป่วยเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้นที่จะแสดงอาการ
  1.อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ ประจำเดือนมามากและนานกว่าปกติ ในบางคนอาจจะมีเลือดออกนานถึง 2 สัปดาห์
  2.อาการปวดหน่วงตรงท้องน้อย หรือบริเวณหลัง หรือปวดเหมือนการปวดประจำเดือนที่มากหรือนานกว่าปกติ
  3.อาจคลำได้หรือรู้สึกได้ว่ามีก้อนเกิดขึ้นตรงบริเวณท้องน้อย หากก้อนโตมากๆ อาจดูเหมือนมีการตั้งครรภ์ในขณะที่ประจำเดือนยังมาตามปกติ
  4.เนื่องจากมดลูกอยู่ด้านหลังกระเพาะปัสสาวะ ดังนั้นก้อนเนื้อของมดลูกอาจทำให้เกิดการปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โดยเฉพาะเวลาที่นอนราบลง
  5.อาจมีอาการหน่วงท้องและมีอาการท้องผูก หากก้อนเนื้อกดลงบนลำไส้ใหญ่
  6.อาการที่พบแต่ไม่บ่อย เช่นเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์

 
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
ยังไม่พบว่าอะไรเป็นสาเหตุโดยตรงให้เกิดโรคนี้ แต่เชื่อว่ากรรมพันธุ์ อาจมีส่วนอยู่บ้าง โรคนี้พบในผู้หญิงผิวดำมากกว่าผิวขาวหรือชาวเอเชีย พบในผู้หญิงวัย 30-50 ปีซึ่งยังมีประจำเดือน ผู้หญิงมีประจำเดือนตั้งแต่เด็กมาก เช่นก่อนอายุ 12 ปี ก็พบว่ามีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป ส่วนประเภทของยาคุมกำเนิด ยังไม่พบว่ามีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดโรคแต่อย่างใด ส่วนการได้รับฮอร์โมนทดแทนเพื่อรักษาโรควัยทองยังไม่พบว่าจะทำให้ก้อนเนื้อชนิดนี้เติบโตแต่อย่างใด โรคประจำตัวบางอย่าง เช่นโรคความดันโลหิตสูงอาจสัมพันธ์ทำให้เกิดเป็นโรคนี้ได้สูงกว่าคนทั่วไป 24%
 
ผลต่อการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์

ก้อนเนื้อของมดลูกที่มีขนาดใหญ่ อาจสร้างปัญหาในการฝังตัวของตัวอ่อนหลังจากมีการปฏิสนธิ หรืออาจบดบังการเดินทางของไข่ที่จะตกลงมาฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก เช่น อาจขัดขวางการเดินทางของอสุจิที่มาผสมกับไข่ที่ฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูก
แน่นอนว่าการมีก้อนเนื้อมดลูกทำให้โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ได้สูง เช่น การคลอดก่อนกำหนด ปัญหาของรกเกาะต่ำ หรือมีการตกเลือดภายหลังการตั้งครรภ์ และแน่นอนเช่นกันว่าผู้มีก้อนเนื้อของมดลูกมีโอกาสตั้งผ่าตัดคลอดสูงกว่าการคลอดปกติทางช่องคลอด

 
 
 
ภาวะแทรกซ้อนของการมีก้อนเนื้อมดลูก

นอกเหนือจากอาการโดยตรงที่เกิดขึ้นแล้ว(ประจำเดือนผิดปกติ,ปัญหาการปวดปัสสาวะ,ท้องผูก เป็นต้น) การมีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ไม่บ่อย ภาวะโลหิตจางหากมีการเสียเลือดมากและนานๆ การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะหรือไตอักเสบ การปวดท้องรุนแรงเนื่องจากก้อนเนื้อขาดเลือดเฉียบพลันหรือบิดตัว ที่เจอได้น้อยมากคือ การกระจายของก้อนเนื้อจากมดลูกไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด หรือเยื่อบุช่องท้อง  อาจกล่าวได้ว่าก้อนเนื้อชนิดนี้ไม่เปลี่ยนเป็นมะเร็ง โอกาสในการเกิดมะเร็งก็มีน้อยกว่า 1 ใน 1000 คน (0.1%) เป็นมะเร็งชนิดที่เรียกว่า Leiomyosarcoma และจะสงสัยภาวะนี้ก็ต่อเมื่อเจอก้อนเนื้อชนิดนี้ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเท่านั้น

 
การวินิจฉัยโรค

บางครั้ง การตรวจภายใน โดยแพทย์หรือสูตินรีแพทย์ อาจเป็นเหตุทำให้ค้นพบว่าเรามีก้อนเนื้อมดลูก ไม่ว่าเราจะไปตรวจเพียงเพื่อเป็นการตรวจร่างกายหรือการตรวจภายในประจำปี หรือไปตรวจเพราะเรามีอาการบางอย่าง อย่างไรก็ตามการตรวจภายใน(หรือการ PV) อาจจะเชื่อถือไม่ได้มากนัก บางครั้งไม่สามารถแยกสาเหตุ และอวัยวะที่ตรวจพบได้ชัดเจน จำเป็นต้องมีการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ
การทำอัลตราซาวด์ ซึ่งผู้หญิงหลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการตรวจนี้เมื่อตอนที่ตั้งครรภ์ การใช้อัลตราซาวด์เป็นการใช้คลื่นเสียงซึ่งไม่อันตรายและไม่มีรังสี สามารถทำได้โดยผ่านการวางหัวตรวจตรงหน้าท้องหรือท้องน้อย ไม่มีความเจ็บปวดใดๆ หรืออาจทำผ่านช่องคลอดซึ่งอาจมีความอึดอัดเล็กน้อย แต่อาจให้รายละเอียดบางประการได้ดีกว่าการตรวจผ่านหน้าท้อง โดยมากแล้วการใช้อัลตราซาวด์ สามารถวินิจฉัยโรคก้อนเนื้อของมดลูกได้ดี สามารถแยกโรคอื่นๆ เช่น โรคของรังไข่ ก้อนนอกมดลูกต่างๆได้ชัดเจน จะมีข้อยกเว้นในบางกรณีที่แพทย์ผู้ตรวจดูแล้วไม่มั่นใจ อาจจำเป็นต้องมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม เช่นการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI) หรือการส่องกล้องตรวจผ่านปากมดลูก (Colposcope)

 
การรักษา

  -  การใช้ยา ยังไม่พบว่ามียาอะไรที่สามารภทำให้ด้อนเนื้อหดหายไปได้ แต่การใช้ฮอร์โมน (GnRH) อาจช่วยลดระดับเอสโตรเจนและอาจส่งผลให้ก้อนเหี่ยวลงและทำให้อาการที่เกิดจากก้อนเนื้อดีขึ้นได้บ้าง การใช้ยาฮอร์โมนรักษาอาการอาจทำได้ในช่วงสั้นๆ แต่ต้องระมัดระวังผลข้างเคียง
  -  การผ่าตัด (ดูรายละเอียด)
  -  การรักษาด้วยวิธีผ่านหลอดเลือดแดง (UFE,UAE) (ดูรายละเอียด LINK)
  -  การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดอื่นๆ
  -  การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดอื่นๆ ซึ่งยังไม่ได้แพร่หลายมากนัก แต่ได้ผลค่อนข้างดีในก้อนเนื้อมดลูกที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เช่น การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการรักษาจากภายนอกร่างกาย (HIFU) หรือการใช้ เข็มความร้อนในการรักษาผ่านผิวหนัง (RF ablation)

 
การผ่าตัด

การผ่าตัดส่วนใหญ่สำหรับก้อนเนื้อของมดลูก คือการผ่าตัดมดลูกทิ้งไป (Hysterectomy) ซึ่งเป็นการผ่าตัดใหญ่ และส่งผลให้ไม่มีประจำเดือน และไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ตลอดไป ทางเลือกอื่นๆส่วนใหญ่ ก็ยังคงต้องใช้การผ่าตัดอยู่ดี เช่นการผ่าตัดเฉพาะบางส่วนของมดลูก ซึ่งอาจเปิดแผลผ่านหน้าท้องหรือผ่าตัดผ่านปากมดลูก หรือการผ่าตัดโดยใช้กล้อง ซึ่งทั้งสองวิธีก็มีข้อกำจัดหลายประการ ทั้งในแง่ของการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงแผลผ่าตัด การดมยาสลบ และการนอนโรงพยาบาลหลายวัน ยังมีข้อกำจัดในแง่ด้านเทคนิค เช่นกรณีมีก้อนเนื้อหลายก้อน กรณีก้อนเนื้ออยู่ด้านหลังของมดลูก กรณีมีก้อนเนื้ออยู่ลึก หรือก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่กว่า 6 เซนติเมตร
ภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดอาจเกิดขึ้นได้หลายประการ เช่น การตกเลือดหลังผ่าตัด การอักเสบติดเชื้อหรือเกิดเป็นฝี การบาดเจ็บหรืออันตรายต่อลำไส้หรือกระเพาะปัสสาวะ พังผืดหรือแผลเป็นที่เกิดขึ้นในช่องท้องจะส่งผลให้ทำการผ่าตัดอื่นๆได้ยากขึ้นในอนาคต หากเป็นการผ่าตัดชนิดที่เก็บรักษามดลูกไว้ มีรายงานการเกิดผนังมดลูกแตกระหว่างการตั้งครรภ์ได้
การรักษาอีกวิธีหนึ่งซึ่งเป็นทางเลือกของการผ่าตัด เป็นการรักษาโดยไม่ใช้วิธีการผ่าตัด แต่เป็นการรักษาผ่านหลอดเลือด โดยมีแผลเล็กๆบริเวณขาหนีบด้านขวาเพียง 2-3 มม. เราเรียกวิธีนี้ว่าการรักษาโดยวิธีอุดกั้นหลอดเลือดแดง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Uterine fibroid embolization (UFE) หรือ Uterine artery embolization (UAE) (รายละเอียด)

 

การรักษาด้วยวิธีผ่านหลอดเลือดแดง (Uterine artery embolization)

การรักษาก้อนเนื้อของมดลูก ซึ่งมิใช่โรคมะเร็ง ด้วยวิธีการรักษาผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบผ่านรูเล็กๆที่ผิวหนังขนาดเพียง 2-3 มม. เพื่อเข้าไปในหลอดเลือดแดงของมดลูกที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้อของมดลูก โดยอาศัยการมองผ่านเครื่องเอ็กซเรย์หลอดเลือด จึงทำให้สามารถสอดท่อเล็กๆขนาด 1-2 มม. เข้าไปในจุดที่เป็นก้อนเนื้อ แล้วใช้สารอุดหลอดเลือดฉีดเข้าไป เพื่อทำให้ก้อนเนื้อไม่มีเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้ก้อนเนื้อขาดออกซิเจนและ สารอาหาร แล้วทำให้ก้อนเนื้อเหี่ยวและฝ่อลงในที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้อการต่างๆที่เกิดจากก้อนเนื้อหายไปได้มากกว่า 90% โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดมดลูกทิ้ง ไม่ต้องทำลายเนื้อเยื่อของมดลูกที่ปกติอื่นๆ อีกทั้งวิธีนี้ยังสามารถใช้รักษาก้อนเนื้อที่มีจำนวนมากกว่า 1 ก้อนได้ 

 

อาจใช้เวลาในการรักษาเพียง 1-2 ชั่วโมง นอนโรงพยาบาลเพียง1-2 คืน ไม่มีแผลผ่าตัด เก็บรักษามดลูกไว้ได้ สามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตตามปกติได้ภายใน 3-4 วัน 

 

รศ.นพ. คมกริช   ฐานิสโร