เคล็ดลับอายุ 100 ปี

 

“งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข”

คำกล่าวนี้คงได้ยินกันมานาน พื้นฐานน่าจะมีทัศนะหรือแนวคิดทางตะวันตกพอสมควร แต่เชื่อหรือไม่ว่าจนถึงปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ยังไม่เคยหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ หรือยืนยันได้ว่า ความมั่งมีกับความสุขเป็นสิ่งที่แปรผันโดยตรงกันซะทีเดียว

 

“ความไม่มีโรค คือ ลาภอันประเสริฐ”

คำกล่าวที่เป็นคติแบบไทย ซึ่งได้ยินกันมากและได้ยินกันมานาน ก็มีแนวทัศนคติออกเป็นจีนหรือเอเชียหน่อยๆ โดยอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า คนยิ่งมีอายุยืนยาวจะแสดงถึงความมีบุญบารมีของคนคนนั้น

 

อะไรเป็นตัวบ่งชี้ความสุขของมนุษย์กันแน่ ความมั่งมี ความมีสุขภาพดี ความมีการศึกษา หรืออายุที่ยืนยาว

 

มีการพูดถึง GNH (Gross National Happiness) ตัวชี้วัดความสุขของคนในชาติ ที่มีจุดเริ่มต้นจากประเทศภูฏาน เป็นไอเดียที่ก่อประกายให้หลายๆประเทศไม่เว้นแม้แต่ทางตะวันตกหันมาให้ความสนใจในเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง (ล่าสุดเราได้ยินนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดวิด คาเมรอน กล่าวถึงความพยายามที่จะให้มีตัวชี้วัดทางสังคม ซึ่งบ่งชี้ถึงการอยู่อย่างมีความสุขของคนอังกฤษ) ประเทศภูฏานเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะนำมากล่าวถึงความขัดแย้งของมุมมอง 3 ด้านในการมองประเทศหรือคนในประเทศหนึ่งๆ คือ ความร่ำรวย ความมีสุขภาพที่ดี และการมีความสุข

 

อายุขัยโดยเฉลี่ยของชาวภูฏานยาวเพียง 60 ปี (คนไทยประมาณ 72 ปี) อัตราการตายของทารกแรกเกิดสูงเกือบ 50 คนต่อเด็กเกิดใหม่ 1,000 คน อัตราการตายของประชาชนต่อแสนคนก็สูงเกือบจะที่สุดในทวีปเอเชีย แน่นอนว่าสอดคล้องกับ GDP ที่เกือบจะต่ำที่สุดในเอเชียเช่นเดียวกัน แต่ทำไมคนภูฏานถึงได้ชื่อว่าเป็นชนชาติที่มีความสุขสงบ กษัตริย์ของภูฏานเป็นเจ้าตำรับผู้ให้คำจำกัดความของดัชนีชี้วัดความสุขของคนในประเทศ เมื่อปี 2007 มีการศึกษาซึ่งรวบรวมงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้น ซึ่งตั้งคำถามกับประชาชนในประเทศต่าง ๆ กว่า 80,000 คน ได้ข้อสรุปที่เราพอจะเดาได้ว่าประชาชนชาวเดนมาร์ก สวิส และออสเตรีย เป็นชนชาติที่มีชีวิตที่เป็นสุขที่สุดในโลก แต่เชื่อหรือไม่ว่าด้วยเกณฑ์การวัดเดียวกัน ประชากรชาวภูฏานมีความสุขติดลำดับที่ 5 การศึกษานี้ยังได้ข้อสรุปที่น่าแปลกใจอีกว่า ชาวญี่ปุ่นซึ่งได้ชื่อว่าเป็นชาติที่เกือบร่ำรวยที่สุดในโลกและคนในชาติมีอายุขัยเฉลี่ยสูงถึง 82.6 ปี ถูกจัดลำดับให้เป็นชาติที่ประชาชนมีความสุขในชีวิตต่ำ คือ อยู่ในลำดับที่ 90 !

 

“ความมั่งมีศรีสุข” อาจเป็นคำที่ต้องเขียนแยกจากัน เพราะจนถึงบัดนี้เราอาจยังสรุปไม่ได้ว่า ความมั่งมีของคนหรือของประเทศ จะนำมาซึ่งความศรีสุข ของคนในประเทศนั้น ๆ เสมอไป

ความมั่งมีหรือความร่ำรวย กลับมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความมีอายุที่ยืนยาวมากกว่า ซึ่งจะเห็นได้จากความสัมพันธ์ระหว่างอายุขัยเฉลี่ยของคนในประเทศจะแปรผันโดยตรงกับ GDP ของประเทศนั้น ๆ (ดูภาพประกอบ)

 
 
จึงไม่น่าแปลกใจถ้าหากเราเชื่อว่าความร่ำรวยจะทำให้คนมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น เราคงต้องตั้งคำถามว่า ถ้าอย่างนั้นเงินอาจจะซื้อเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตได้หรือไม่ ศาสตร์ทางการแพทย์สาขาใหม่ที่เป็นที่รู้จักกันมากในมุมมองของประชาชนทั่วไป คือ เวชศาสตร์ชะลอวัย (Regenerative Medicine) หรือที่เรามักจะได้ยินว่า Anti Aging นั่นเอง ซึ่งแม้ว่าภาพพจน์จะออกมาในแนวเรื่องของความสวยงามและผิวพรรณ จากการบอกเล่าขอแพทย์หญิง พัฒศรี เชื้อพูล (พงษ์สถิตย์) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ เนื้อแท้หรือเป้าหมายสำคัญของการดูแลผู้ป่วยของแพทย์สาขานี้คือการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นอย่างมีสุขภาพมากขึ้น โดยอาศัยทั้งหลักการดูแลตนเอง การออกกำลังกายที่เหมาะสม การดื่ม การรับประทานอาหารที่ดี การใช้ยา และฮอร์โมนเสริมตามสมควร
 
เมื่อเรามีความร่ำรวยขึ้น เรามุ่งหวังที่จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น และมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น แต่เราจะมีชีวิตที่มีคุณภาพและเปี่ยมด้วยความสุขในช่วงเวลาที่เราพยายามที่จะยืดออกไปนั้นได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามเรามีประจักษ์พยานจากหลายตัวอย่างที่ว่า ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีอายุยืนโดยเฉพาะที่มีอายุใกล้เคียงหรือเกินร้อยปีมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้มีสุขภาพดี จิตใจที่เป็นสุข มองโลกในแง่ดี และที่สำคัญผู้คนเหล่านี้กลับไม่ใช่บุคคลที่มั่งมีหรือเป็นเศรษฐีที่ร่ำรวย พวกเค้ามักเป็นชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่อาศัยอยู่ในชนบท หรือในสิ่งแวดล้อมที่ดี หากเป็นเช่นนี้เราน่าจะมีวิธีการที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความร่ำรวยเป็นตัวนำทางหรือไม่โดยไม่ต้องซื้อหา วีระ ชูรุจิพร ได้แปลคำแนะนำเคล็ดลับของความเยาว์วัยของคนอายุ 100 ปี โดย He Yan Jan ไว้อย่างน่าสนใจ

        1. ไม่ต้องกังวลกับตัวเลข ไม่ว่าอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง ฯลฯ เรามีหมอคอยเป็นห่วง ให้อยู่แล้ว

        2. คบเพื่อนที่ชวนให้ร่าเริง แจ่มใส อยู่ในชนหมู่ใดก็เป็นเช่นนั้น

        3. อย่าหยุดใช้สมอง เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ คอมพิวเตอร์ ทำสวนอะไรก็ได้

        4. มีความสุขกับความเรียบง่ายอยู่แบบพอเพียง

        5. หัวเราะบ่อย ๆ ให้เต็มที่มีอารมณ์ขัน

        6. ยามเศร้า ให้ยอมรับแล้วฟื้นฟูตัวเอง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้ายังมีชีวิต ก็อยู่อย่างมีชีวิตชีวา

        7. รักสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณ ครอบครัว สัตว์เลี้ยง ดนตรี ต้นไม้ และบ้านคือวิมาน

        8. รักสุขภาพ รักษาสุขภาพที่คงดีไว้ พัฒนาส่วนที่บกพร่อง ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็หาความช่วยเหลือ

        9. ไปไหนก็ได้ที่ไม่ทำให้รู้สึกผิด จะไปเที่ยวจับจ่ายต่างเมืองหรือต่างประเทศก็ได้ เพียงแค่อย่ารู้สึกว่าเป็นความผิด

        10. บอกคนอื่นๆว่าคุณรักพวกเขา ทุกครั้งที่มีโอกาสด้วยความจริงใจ

 
 
 รศ.นพ. คมกริช ฐานิสโร