HIFU...จะฟูเฟื่องจริงหรือเปล่า????

HIFU...จะฟูเฟื่องจริงหรือเปล่า????
 
          ช่วงนี้ใครที่ติดตามข่าวสารสุขภาพ โดยเฉพาะผ่านทางสื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ อาจจะได้ยินคำว่า HIFU นี้กันค่อนข้างหนาหู โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการส่งต่อข้อความใน”ไลน์” กันอย่างมากถึงสรรพคุณของวิธีการรักษาโรคที่เรียกว่า HIFU มาจนถึงในปัจจุบันนี้ที่มีการโฆษณาการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีนี้กันอย่างมาก
 
          HIFU ย่อมาจากภาษาอังกฤษที่เรียกว่า High Intensity Focus Ultrasound คือเป็นการนำคลื่นเสียงที่มีความถี่สูง คล้ายๆกับคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ที่เราใช้ตรวจโรค ตรวจหน้าท้องกันนั่นแหละครับ แต่ออกแบบให้สามารถปล่อยคลื่นเสียงออกไปให้มีจุดโฟกัสเป็นจุดๆ ซึ่งจะทำให้เกิดพลังงานความร้อนที่สูงมากพอที่จะทำลายเนื้อเยื่อต่างๆให้ตายลงได้ โดยเฉพาะเนื้องอกหรือมะเร็งทั้งหลาย แต่การที่จุดที่โฟกัสมีขนาดเล็กเพียงประมาณเม็ดข้าวสาร การที่จะทำลายก้อนเนื้อได้ จึงจำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าที่จะทำลายก้อนเนื้อขนาดใหญ่ๆตายอย่างราบคาบลงได้
 
          ข้อจำกัดที่สำคัญของเครื่องมือนี้ นอกเหนือจากการที่ต้องเวลานานในการรักษา โดยที่คนไข้ต้องนอนคว่ำอยู่นิ่งๆ เป็นชั่งโมงๆแล้ว อาการเจ็บจากการรักษาจำเป็นต้องใช้การดมยาสลบหรือฉีดยานอนหลับในระหว่างที่ทำ นอกจากนี้ การที่จะทำลายก้อนเนื้อหรือมะเร็งให้ได้ผลแม่นยำ ยังจำเป็นต้องใช้เครื่องอัลตราซาวด์อีกเครื่องหนึ่งเพื่อนำทางในการรักษา มีการใช้เครื่อง MRI ในการนำทาง ซึ่งราคาค่าตรวจก็ยิ่งแพงมากขึ้น ด้วยปัญหาของการที่คนไข้ไม่ได้อยู่นิ่งตลอดเวลา และการปล่อยคลื่นเสียงอาจทำได้ไม่แม่นยำตลอดเวลา ภาวะแทรกซ้อนจากการที่เนื้อเยื่อปกติในร่างกายถูกทำลายไปด้วยความไม่ตั้งใจจึงเกิดขึ้นได้เช่นกัน
 

         ในปัจจุบัน HIFU ยังไม่ถือเป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐาน หากพิจารณาตามไกด์ไลน์(Guideline) ของการรักษามะเร็งเกือบทุกชนิด ยกเว้นมะเร็งต่อมลูกหมากที่อาจได้ผลบ้าง แต่จะต้องใช้เครื่องมือที่มีแขนกลหุ่นยนต์พิเศษ เทคโนโลยีการรักษาด้วย HIFU ในปัจจุบันที่มีการกล่าวถึงหรือโฆษณากันอยู่นั้น ยังเป็นการปล่อยคลื่นเสียงจากภายนอกผ่านหน้าท้องของผู้ป่วยเข้าไป จึงแทบจะเรียกได้ว่า เป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้พัฒนาเต็มที่ การศึกษาวิจัยที่มี ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศจีนเท่านั้น ประโยชน์ของการใช้ HIFU จึงมีข้อจำกัดอยู่เพียงผู้ป่วยระยะท้ายๆ เฉพาะมะเร็งในช่องท้อง เช่น ตับอ่อน ตับ ไต มดลูก และข้อบ่งชี้ก็มีแค่เพียง การรักษาอาการปวดหรือลดขนาดของก้อนเนื้อ แต่ไม่สามารถทำลายก้อนเนื้อได้หมด ทั้งนี้การรักษามะเร็งด้วยวิธีการแพทย์สมัยใหม่ เช่นการฉายแสง การให้คีโม การผ่าตัดก็ยังเป็นหลักสำคัญ

         บทสรุปของ HIFU คือเป็นเทคโนโลยีการรักษาที่มีมากว่า 10 ปี แต่ยังพัฒนาไม่ถึงขั้นที่จะเรียกว่าเป็นเครื่องมือในการรักษาโรคมะเร็งที่เป็นมาตรฐาน ในประเทศไทย ยังไม่มีโรงพยาบาลมหาวิทยาลักหลักๆ และโรงพยาบาลชั้นนำนำเครื่องมือนี้มาใช้เลย

 
          ดังนั้น ไฮฟู คงยังไม่ฟูเฟื่องในขณะนี้ แต่หากปล่อยให้มีการโฆษณาและใช้การตลาดชักชวนผู้ป่วยกันมากอย่างที่เห็นกันในปัจจุบันก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า คนไทยและประเทศไทยต้องสูญเสียเงินให้ต่างชาติกันอีกกี่ร้อยกี่พันล้านบาทกับเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้ผลดีจริง
 
 
รศ.นพ.คมกริช ฐานิสโร
อุปนายกสมาคมรังสีวิทยาหลอดเลือดและรังสีร่วมรักษาไทย